CMarketing

การเลือก “โฮสติ้ง” สำหรับสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress

การเลือก “โฮสติ้ง” สำหรับสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress

การเลือก “โฮสติ้ง” สำหรับสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress

การเลือกผู้ให้บริกาด้าน WordPress ที่มี “โฮสติ้ง” ที่มีความน่าเชื่อถือ          

ข้อนี้เราจะถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ที่ทุกคนจะต้องทำการพิจารณาในการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาด้วย WordPress หรือจะเรียกอีกอย่างว่า CMS อื่น เพราะทุกคนคงยังไม่อยากเจอปัญหาหลังจากที่คุณ ลงทุน สร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองแต่กลับปรากฎว่า “โฮลติ้ง” นั้น ที่เข้าใช้บริการมีระบบที่ล่มบ่อย โหลดช้า แก้ไขปัญหาทางเทคนิคให้คุณไม่ได้ หรือ บริการลูกค้าไม่ดีเท่าที่ควร และนอกจากนี้จะทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นเข้าใช้งานไม่ได้ จึงทำให้เสียลูกค้าไป เสียโอกาสในการขายของ และยังต้องมานั่งเสียเวลาในการแก้ไขปัญหา หรือ ย้ายไปหาผู้ให้บริการเจ้าใหม่

การที่เว็บไซต์ของคุณนั้นมีการโหลดช้า หรือ โหลดเร็ว แต่ปัจจัยหลักนั้นก็จะมาจากคุณภาพของทางเว็บไซต์ของคุณนั้นเองค่ะ ที่เป็นตัวหลักนั้นก็คือ “โฮสติ้ง” ไม่ว่าจะเป็นสเปคของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ หรือ การตั้งค่า “โฮสติ้ง” สำหรับการเข้าใช้งานกับเว็บไซต์ WordPress เฉพาะ และการที่ทางเว็บไซต์ของคุณนั้นมีการโหลดช้าจนทำให้เสียผู้เข้าชม ซึ่งจะส่งผลให้อันดับของคุณใน Search engine ใน Google อีกด้วย แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไร ? ว่าผู้ให้บริการเจ้าไหนที่มีความน่าเชื่อถือ ? ซึ่งคุณสามารถเข้าไปอ่านรีวิวต่าง ๆ ได้ตาม Blog ต่างได้ แต่ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่ใช้สำหรับ WordPress โฮสติ้ง ทาง “WordPress.org นั้นเองเราขอแนะนำว่าให้ไว้ 3 ที่ ซึ่งนั่นก็คือ SiteGround , BlueHost และ DreamHost เป็นต้น เพราะทั้ง 3 ที่มีการออแบบมาแบบนี้ก็เป็นเพราะออกแบบมาเพื่อ โฮสติ้ง ของ WordPress โดยเฉพาะ ส่วนสเปคของเซิร์ฟเวอร์นั้นก็จะมีการครอบคลุมสเปคขั้นต่ำที่ทาง WordPress ต้องการ ผู้ที่ใช้สามารถเข้าไปติดตั้ง WordPress ได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ WordPress โดยเฉพาะเรื่องของการให้ความช่วยเหลืออตลอด 24 ชั่วโมง

Server สำหรับทำ WordPress

สเปคขั้นต่ำของการใช้ Server สำหรับทำ WordPress

เว็บ Hosting แพคเกจที่มีการรองรับการติดตั้งการเข้าใช้งานของ WordPress 5.3 ซึ่งจะต้องมีสเปคที่เป็นขั้นต่ำที่มี ดังนี้

นอกจากสเปคขั้นต่ำแล้ว WordPress ก็ยังมีสเปคที่เป็น Server ที่ทาง WordPress มีการแนะนำ เพื่อเข้าใช้งาน WordPress ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด

Server สำหรับการทำ “โฮสท์เว็บไซต์”

เลือกประเภทของ Server สำหรับการทำ “โฮสท์เว็บไซต์”

โดยทั่วไปแล้วประเภทของ Server นั้นสามารถแบ่งได้ทั้งหมดเป็น 4 ประเภท ดังนี้

เป็น Server ที่โฮลท์เว็บไซต์ได้หลาย ๆ เว็บซึ่งจะอยู่ใน Server หนึ่งเครื่อง โดยทั่วไปเบสิค โฮลติ้งแพคเกจมักจะเป็นการแชร์ Server เนื่องจากมีราคาที่ไม่แพง ซึ่งจะเหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมไม่เยอะเท่าไหร่ และ ข้อเสียของมันก็คือ ความรวดเร็วของเว็บไซต์ที่มีการแปรตามจำนวนผู้เข้าใช้งานใน Server ในช่วงเวลานั้น ๆ หากมีผู้ที่เข้ามาใช้บริการอยู่ในเว็บ Server เครื่องนั้น ๆ พร้อม ๆ กันจำนวนมาก ก็จะทำให้เว็บของคุณเกิดการล่าช้าได้ แชร์ Server นั้นเปรียบเสมือนกับการที่คุณเช่าห้องนอนรวมห้องเดียวกับเพื่อน แบ่ง **แย่ง** ทรัพยากรในห้องที่ใช้ร่วมกัน และราคาเริ่มต้นนั้นก็จะต้องมีการแชร์ Server โดยประมาณ 100 บาท/เดือน ซึ่งเว็บโฮลติ้งบางเจ้านั้นจะมีแพคเกจระหว่าง Managed WordPress Hosting กับ Shared Hosting ซึ่งแต่ละแพคเกจนั้นจะมีทั้ง 2 รูปแบบที่สามารถติดตั้ง WordPress ขึ้นมาได้ แต่ก็จะมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นสเปคของ Server รวมไปถึงฟีเจอร์ และมีการให้บริการเสริมที่เพิ่มมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

จำนวนเว็บไซต์ และ ซับของโดเมนเนม

ในการดู “โฮสติ้ง” เพจเกจนั้น คุณสามารถเข้าด฿จำนวนเว็บไซต์ “หรือจำนวนโดเมนเนม” และ มีจำนวนของการซับโดเมนเนม ที่จะมีได้แค่ต่อหนึ่ง Hosting เพจเกจด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีการวางแผนการใช้ Hosting ในการสร้างเว็บไซต์มากกว่าหนึ่งเว็บ เพราะโดยทั่วไปแล้ว หนึ่งเว็บไซต์จะต้องมีการใช้หนึ่งโดเมนเนม และยังมีแบบหลายซับโดเมนได้เช่นกัน อาทิเช่น เว็บไซต์ mydomain.comจะมีการสร้างเว็บไซต์รูปแบบย่อยที่บนซับโดเมน shopping.mydomain.com และ store.mydomain.com โดยจะถือว่าคุณก็จะมีหนึ่งเว็บไซต์ กับอีก  2 ซับโดเมน ส่วน Hosting บางเจ้า ก็จะมีการให้ยริการที่คุณนั้นสามารถมีได้หลาย ๆ โดเมนที่ชี้ไปยังเว็บไซต์เดียวกันได้อีกด้วยค่ะ “Parked Domain Name” ยกตัวอย่างเช่น mydomain.th และ mydomain.net ซึ่งจะมีการชี้ไปยังเว็บเดียวกันกับ mydomain.com

พื้นที่การเก็บรักษาข้อมูล

พื้นที่การเก็บรักษาข้อมูล และ มีจำนวนรากฐานข้อมูล

นอกจากพื้นที่ฮาร์ดไดรฟว์แล้วนั้น ยังมีบาง Hosting จะมีการกำหนดจำนวนไฟล์ที่สูงมากที่สุดที่มีได้ (Inodes)  ต่อ 1 Hosting แพคเกจด้วย ยกตัวอย่างเช่น SiteGround StartUp 10GB ก็จะมีจำนวนไฟล์สูงสุดไม่เกิน 150,000 Inodes นั่นเองค่ะ

และอีกหนึ่งอย่างที่ต้องมีนั้นก็คือ “ปลั๊กอิน” เป็นสำหรับการสร้างร้านขายของออนไลน์ WooCommerce ซึ่งจะสามารถใช้ฐานข้อมูลนั้นร่วมกับ WordPress ได้นั้นเองค่ะ *** WooCommerce+ WordPress = 1 MySQL Database*** แต่ถ้าคุณทำการลง CMS แบบอื่น ก็จะเป็นร้านขายของออนไลน์ทันที อาทิเช่น Presta Shop หรือ Magento ซึ่งก็จะต้องมีฐานข้อมูลแยกอีกต่างหากจำนวน 1 ชุด

ปริมาณการใช้ข้อมูล

ปริมาณการใช้ข้อมูล และปริมาณจำนวนผู้ที่เข้าชม

ในการดูว่า Hosting แพคเกจที่คุณจะเลือกนั้นจะต้องมีการรองรับจำนวนผู้ที่เข้าชมได้มาก หรือ ได้น้อยแค่ไหนซึ่งคุณสามารถเข้าดูได้จากปริมาณการรับ – ส่ง ข้อมูล Data Transfer หรือ Bandwidth) และ จำนวนผู้ที่เข้าชม (Visitors) เพราะทางเว็บของ โฮลติ้ง ในแต่ละรายนั้นก็จะมีการกำหนดที่ไม่เหมือกัน เพราะบางครั้งการที่ไม่จำกัดปริมาณการรับส่งข้อมูล แต่เราจะขอบอกคร่าว ๆ ก่อนนะคะว่า Hosting Package ที่เลือกรองรับจำนวนผู้ที่เข้าชมนั้นได้แบบสูงสุดซึ่งก็จะได้เดือนละกี่คน ยกตัวอย่างเช่น SiteGround StartUp 10GB จะรับผู้เข้าชมเดือนละ 10,000 ตนแต่จะไม่มีการจำกัดจำนวนการรับ – ส่งข้อมูล หรือ ThaiDataHosting WP-SSD1 แบบไม่จำกัดตามจำนวนผู้ที่เข้าชม แต่จะเน้นในเรื่องของการจำกัดปริมาณรับ – ส่งข้อมูลเดือนละ 200GB เป็นต้น

ถ้าเว็บไซต์ของคุณเน้นในเรื่องของการโหลดคอนเทนต์ อาทิเช่น ทำการโหลดไฟล์ใหญ่ ๆ โหลดหนัง ซึ่งการเลือกจำนวนผู้ที่เข้าชมแทนก็น่าจะดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปริมาณการรับ – ส่งข้อมูล หรือ จำนวนผู้ที่เข้ามารับชม เพื่อเป็นตัวชี้วัดแบบคร่าว ๆ สำหรับการประมาณในการใช้ทรัพยากรที่ใช้ โฮสติ้งแพคเกจของคุณซึ่งมีการรองรับได้นั้น ก็ไม่ได้หมายความเสมอไปว่าเมื่อถึงค่าที่กำหนด ทางเว็บไซต์ของคุณก็จะใช้งานได้ทันที เพียงแต่ทางผู้ให้บริการของเว็บ Hosting จะมีการติดต่อคุณเพื่อให้ขยายไปยังแพคเกจที่ใหญ่กว่า เป็นต้น

มีบริการฟีเจอร์เสริมต่าง

มีบริการฟีเจอร์เสริมต่าง ๆ สำหรับเว็บไซต์

นอกจากสเปคในส่วนของตัวเครื่อง Server เองแล้ว โฮลติ้งก็จะมีการให้บริการฟีเจอร์เสริมที่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน อาทิเช่น แคช ที่เป็นตัวช่วยเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ เพื่อให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้น เป็นการเพิ่มความปลอดภัยด้วย SSL หรือปลั๊กอิน ช่วยในเรื่องความสะดวก สบาย ในการเข้าใช้งานต่าง ๆ ซึ่งจะมีฟีเจอร์หลัก ๆ ที่แอดจะมาแนะนำให้ทุกคนควรมี ซึ่งนั้นก็ได้แก่ HTTPS และ SSL Certificate  จะเป็นการเข้ารหัสผ่านความปลอดภัยที่มีข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับผู้ที่เข้ามาชมภายในเว็บไซต์ของคุณ กับ เว็บเซิร์ฟเวอร์ที่เว็บไซต์ตั้งอยู่ เพราะเว็บไซต์ที่มีการเข้าถึงด้วยรหัสผ่าน SSL ซึ่งนั้นจะเป็นชื่อของ URL ที่มันจะขึ้นต้นด้วย https:// แทนที่จะเป็น http:// รวมไปถึงที่มีตัวเครื่องหมายล็อกแม่กุญแจอยู่ข้างหน้า ซึ่งถ้าหากคุณลองคลิกไปที่แม่กุญแจแล้วคุณสามารถดูรายละเอียดใบรับรองความปลอดภัย ของเว็บไซต์ นั้น ได้ทันที

บทความน่าสนใจ: การสร้างเว็บไซต์ WordPress ด้วยตัวเองใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาที

Exit mobile version