Posts

ทำ SEO ยากหรือไม่ ? ที่นี้มีทำตอบสอนทำทุกขั้นตอน

หลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิด และ คิดกันไปเองเลยนั่นคือ การทำ SEO ขึ้นมาได้นั้นจะเป็นเรื่องเฉพาะทางที่จำเป็นที่จะต้องอาศัยในเรื่องของเครื่องมือที่มีมูลค่าราคาแง และจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เฉพาะทาง และต้องมีการทำความเข้าใจอย่างถูกวิธีนั้นก็คือ การทำ SEO นั้นจะต้องอาศัยองค์ความรู้ต่าง ๆ คุณสามารถทำการศึกษาได้ด้วยตนเองและยังสามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่มีความซับซ้อนใด ๆ และไม่ยาก SEO ที่สำคัญของการทำ SEO จะยากหรือไม่นั้น แต่ความเป็นจริงแล้วก็จะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณทำธุรกิจนั้นด้วยค่ะว่าธุรกิจนั้นมีการแข่งขันที่สูงมากขนาดไหน หากมีการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงมาก แน่นอนค่ะว่าก็จะมีการแย่งชิงตำแหน่งหน้าแรกของ Google อย่างแน่นอน เพราะทุก ๆ ธุรกิจในปัจจุบัน 2021 นี้ ล้วนแล้วจะอยู่แต่โลกออนไลน์เหมือนกันทั้งหมด

เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะเริ่ม SEO ด้วยตัวเองคุณควรจะศึกษาคู่แข่งก่อนเสมอค่ะว่า เขามีการสร้างหรือทำเว็บไซต์อย่างไรถึงให้ติดลำดับหน้าแรกของ google ได้ แล้วคุณก็สามารถนำมาปรับแก้ไขเว็บไซต์ได้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเนื้อหาเว็บไซต์ จะต้องเน้นไปในเรื่องของการตอบโจทย์ที่อ่านง่าย เว็บไซต์อ่านง่าย ดึงให้คนอยู่บนเว็บไซต์ของคุณให้นานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราไม่ได้บอกนะคะว่าสิ่งที่คู่แข่งของคุณทำอยู่นั้นคืออะไร โดยคุณจะต้องไปทำการศึกษาและนำมาวิเคราะห์ พลิกแพลงปรับใช้นั่นเองค่ะ

ทำไมถึงต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วย ?

ในการทำ SEO นั้นไม่ใช่เพียงแค่การเขียนคอนเทนต์ หรือทำการใส่ Key word อัพโหลดขึ้นเว็บเพื่อให้ติดอันดับหน้าแรกของ Google เพียงอย่างเดียว แต่การทำ SEO นั้นจะต้องมีกระบวนการในการเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์หลากหลายขั้นตอน โดยจะอาศัยในเรื่องของการพัฒนาปัจจัยในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภายนอกเว็บไซต์

  • “On-Page” ก็จะต้องมีการจัดระเบียบ จัดการวาง Site Map การเขียนคอนเทนต์ที่มีการใส่ Key Word ซึ่งหากผ่านกระบวนการตรวจสอบแล้วว่ามันเป็น Key Word ที่เหมาะสมและช่วยให้เว็บไซต์ของคุณนั้นติดขึ้นมาอยู่ที่หน้าแรกของ Google ได้ ไปจนถึงการจัดการของลิ้งค์ต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์เพื่อให้มีความสอดคล้องกัน อีกทั้งยังมีปัจจัยภายนอก
  • “Off-Page” ที่จะต้องมีลิงก์กลับเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา
  • “Backlink” ก็มีหลากหลายวิธีในการได้มา ไม่ว่าจะเป็นคนที่อ้างอิงเนื้อหาโดยการใส่ลิ้งค์ของคุณในบทความ ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้คุณจะไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองได้ทันที เพราะว่าจะขึ้นอยู่กับคนอื่นด้วยค่ะว่าจะเขียนถึงคุณหรือไม่ และในอีกหนึ่งวิธีก็คือ การทำ Outreach หรือ วิธีการที่คุณนั้นสามารถทำคอนเทนต์ โดยการใส่ Key Word ใส่ Anchor Link แล้วทำการส่งคอนเทนต์เหล่านั้นไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้วทำการส่งคอนเทนต์เหล่านั้นไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ถ้าหากต้องการให้มีประสิทธิภาพ เว็บไซต์ที่ส่งไปนั้นก็จต้องเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพด้วยเช่นกันนั่นเองค่ะ

สิ่งที่ควรพัฒนาและทำการปรับปรุง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO มีดังนี้

ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่กำลังจะทำการสร้างขึ้นมาใหม่ วันนี้เราขอแนะนำค่ะว่าให้คุณทำการวาง Site Map ไว้ให้ดีตั้งแต่แรก ยกตัวอย่างเช่น การลิ้งค์ เชื่อมต่อกันระหว่างของหน้าเว็บไซต์ ไปจนถึง Key Word  ที่จะใส่ในคอนเทนต์ และในส่วนความยาวของคอนเทนต์ ในการใช้แท็กและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ถ้าหากคุณมีเว็บไซต์เดิมอยู่แล้ว สิ่งที่คุณจะต้องเข้าไปทำการจัดการในส่วนของเรื่องแท็กต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ให้คุณเข้าไปดูว่า Title ของคุณใส่อะไรไว้ Title ของคุณใส่อะไรไว้ หรือ ไม่ <h1> ในแต่ละหน้ามีครบอยู่แล้วไหม และในแต่ละหน้านั้นมีครบอยู่ไหมและมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากมาย แต่สิ่งเดียวเราจะไปพูดในหัวข้อถัดๆ ไป นั้นก็คือ

อย่างที่เคยได้กล่าวไปว่าการทำคอนเทนต์เพื่อเป็นการส่งออกจนคุณได้ลิ้งค์กลับมา แต่สิ่งที่ควรระวังในส่วนของเรื่องนี้เลยนั่นก๋คือ “คุณควรทำอย่างเป็นธรรมชาติ” ไม่ว่าจะเป็นการใส่ Key Word ที่ไม่ควรที่จะมีมากจนเกินไป และที่สำคัญนั่นก็คือ คุณจะต้องเน้นไปในเรื่องการให้ประโยชน์เกี่ยวกับผู้อ่านให้ได้มากที่สุด คอนเทนต์จำพวก Ever Green หรือคอนเทนต์ที่ผ่านไปนาน  5 ปีแล้วหากกลับมาอ่านก็ยังมีประโยชน์ ซึ่งจะไม่ใช่คอนเทนต์ที่เป็นไปตามกระแสหรือ ข่าวสดใหม่ ๆ จึ่งทำให้เป็นสิ่งที่ทางเราอยากจะแนะนำให้คุณทำมากที่สุดนั้นก็คือ การหลีกเลี่ยงการยัด Key Word มากจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้ถูกมองว่า เป็นสแปม จนถึงระวังในการ Spin บทความ หรือ การสร้างบทความที่มีจำนวนเยอะมาก ๆ เพื่อนำไปโพสต์ต่อ แต่จะเป็นวิธีที่นำบทความหนึ่งมา ทำการตัดแปะ หัวท้ายสลับกันไปมาเพื่อให้มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นนักเซียนทั้งหมดเหมือนบทความปกติ เพราะจะมีทั้งแบบที่คนนั้นอ่านรู้เรื่อง กับอีหนึ่งรูปแบบก็คือการใช้สำหรับให้เจ้า Bot นั้นอ่านรู้เรื่อง เท่านั้น !!

ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะเป็นช่วงแรกคุณอาจจะพบเห็นได้ว่า Rank หรือลำดับหน้าเว็บไซต์ของคุณพุ่งขึ้นได้ดีมาก แต่ในระยะยาวหาก Google อาจจะทำการตรวจสอบได้ คุณอาจจะเจอบทลงโทษที่ได้แบบไม่คุ้มเสีย เพราะฉะนั้นขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งเลยนะคะว่าการทำ SEO ที่ดี ก็คือการทำแบบเป็นธรรมชาติ แบบสม่ำเสมอ และ ต้องใช้เวลา

 

HTML ภาษาเว็บไซต์ที่ใครทำ SEO จะต้องทำความเข้าใจก่อนเริ่ม

ในส่วนของภาษา HTML นั้นจะเป็นภาษาสากลสำหรับการเขียนเว็บไซต์ของการแสดงผลเนื้อหาบนเว็บไซต์ จะถูกไล่ตามลำดับความสำคัญของการแท็กซึ่งได้แก่ <h1> ไปจนถึง <h6> แล้วค่อย ๆ ต่อด้วย <p> หรือให้เข้าใจง่ายๆและนั่นก็คือ สิ่งที่ทุกคนนั้นสามารถมองเห็นด้วยตาซึ่งจะเป็นการเรียงลำกับของขนาดตัวหนังสือ เล็ก ใหฯ ตามระเบียบความสวยงาม แต่ในระบบนั้นก็จะทำการไล่ลำดับความสำคัญตามการแท็ก และตัวแท็กต่าง ๆ ซึ่งก็จะมีตามด้านล่างนี้เลยค่ะ

head title body h1 p
head title body h1 p

แท็กต่างๆ ที่คนทำ SEO ต้องรู้

  • <head>…</head> = สำหรับกำหนดชื่อเอง ซึ่งจะมีคำสั่งแบบย่อยเป็น Title อีกหนึ่งขั้น
  • title>…</title> = แท็กนี้ก็จะเป็นคำสั่งสำหรับการกำหนดหัวชื่อเรื่องให้กับเว็บไซต์ โดยที่การที่จะใช้ได้นั้นก็ต่อเมื่ออยู่ภายใ แท็ก <head> = เท่านั้น เป็นตัวที่บ่งบอกได้เลยค่ะว่าเว็บไซต์ของคุณนั้น คือ เว็บไซตอะไร
  • <body>…</body> = แท็กที่ใช้กำหนดในส่วนชองเนื้อหาบนเว็บไซตื
  • <h1>…</h1> = แท็กกำหนดหัวข้อเนื้อหา โดยที่คุณสามารถทำการไล่เป็นลำดับชั้นได้เล็กสุดไปจนถึง <h6>
  • <p>…</p> = เป็นแท็กที่กำหนดในส่วนของเนื้อหาและมีบทความ (Paragraph)

“ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะว่าในขนาดตัวอักษร หรือ ตัวหนังสือของแท็ก <h1> จะต้องเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็จะขึ้นอยู่กับว่าคุณนนั้นได้ทำการวาง Site Map เว็บไซต์เอาไว้แบบไหน เพราะคุณนั้นสามารถกำหนดขนาดตัวอักษรหนังสือของ <h1> – <h6> และในแต่ละอันนั้นก็จะมีรูปแบบ ขนาดที่แตกต่างกัน แต่ความเป็นจริงแล้วจะตั้งให้มันมีรูปแบบที่เหมือนกันและเท่ากันก็สามารถทำได้เข่นกัน แต่ไม่มีใครทำเพราะจะทำให้สับสนในตอนที่ต้องดูแล และ ปรับปรุงเว็บไซต์

เพราะฉะนั้น คุณจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนแท็กต่าง ๆ ให้เป็นระบบเสียก่อน แล้วคุณค่อยกำหนดรูปแบบของตัวอักษรหนังสือของแต่ละแท็กในภายหลัง

h1 คืออะไร
h1 คืออะไร

h1 คืออะไร 

h1 คือ แท็กบนเว็บไซต์ที่มีหน้าที่ในการแสดงหัวชื่อเรื่อง หัวข้อเรื่อง หรือ หัวข้อหลักของคอนเทนต์ที่คุณทำการใส่มันลงไป ซึ่งจะเปรียบเทียบได้ง่าย ๆ ก็จะเหมือนกับที่คุณเขียนจดหมาย h1 นั้นก็คือ ชื่อเรื่อง และรองลงมานั้นก็จะเป็น  h2 h3 ตามลำดับ แต่ถ้าเว็บไซต์นั้นไม่มีการใส่แท็ก <h1> เอาไว้ ก็จะเหมือนกับเว็บไซต์นั้น ก็จะมีแต่เนื้อหา แต่กลับไม่มีชื่อเรื่อง เพราะฉะนั้นก็จะส่งผลให้ Google ไม่สามารถรู้ได้ว่าคอนเทนต์ที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้น ๆ มีความเกี่ยวข้องกับอะไร และ แน่นอนเลยนะคะว่าจะมีผลกระทบในการทำ SEO ในระยะที่ยาวพอสมควร และ h1 จะต่างจากแท็ก Title ซึ่งจะอยู่ในส่วน Header ในตรงที่ Title จะไม่ปรากฏให้เห็นในส่วนของเนื้อหาบนเว็บไซต์ แต่จะเป็นการแสดงผลบนหน้าผลลัพธ์การค้นหาของ Google และเป็นการบอก Google ว่าเว็บไซต์นี้จะเป็นเว็บไซต์อะไร ? ในส่วนของแท็ก h2 – h6 ก็จะเป็นการไล่ลำดับตามความสำคัญ ของหัวข้อทั้งหมดที่เราได้กล่าวไปตอนต้นแล้วค่ะ

เพราะฉะนั้น : หากคุณมีเนื้อหาคอนเทนต์ที่ดี พร้อมทั้งมีหัวข้อย่อยลงไปหลาย ๆ ขั้นโดยห้ามใช้แท็ก <p> หรือ Paragraph และทำการปรับขนาดตัวอักษรตามที่คุณต้องการ แต่ให้ใข้แท็ก  <h1> – <h6> ทำการกำหนดหัวข้อแทน ส่วนแท็ก <p> เอาไว้ใช้กับเนื้อหาคอนเทนต์ในส่วนของภายในเพียงแค่อย่างเดียว

ใครหลาย ๆ คนที่เข้ามาทำงานในด้านนี้ช่วงแรก ๆ มักจะเข้าใจผิด และ ทำการใช้แท็กผิดประเภทในส่วนของงานนั้นเองค่ะ ถ้าใครยังไม่รู้ การทำ SEO ด้วยตัวเองแบบง่ายๆจิ้มที่ลิ้งได้เลยสอนทุกอย่างอย่างละเอียดอ่อนนะคะ

การทำ SEO นั้นมีประโยชน์อย่างไรต่อธุรกิจของคุณ?

มุมใดที่มีผู้คนมากมาย มุมนั้นย่อมมีธุรกิจเสมอ หากคุณเคยได้ยินใครที่เคยพูดที่เกี่ยวกับทำนองนี้ละก็คุณอาจจะพอเข้าใจได้แล้วค่ะว่า ทำไมการที่จะมีเว็บไซต์ของเราขึ้นมาติดอันดับหน้าแรกของ Google ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำ SEO นั้นจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มโอกาสที่ให้ผู้คนต่าง ๆ ค้นหาสิ่งต่าง ๆ ผ่านช่องทางบนโลกออนไลน์ที่พวกเขาสามารค้นหาเจอ ยกตัวอย่างนะคะ เช่น ผู้เขียนต้องการหาซื้อรองเท้าผู้หญิงสัก 1 คู่ ในโลกใบนี้มีแบรนด์รองเท้าแบบนับไม่ถ้วนเยอะมาก ๆ

แต่พอผู้เขียนนั้นทำการค้นหาผ่านช่องทาง Google แล้วเว็บไซต์ของคุณดันปรากฏขึ้นมาให้เก็นก่อนเป็นลำดับต้น ๆ ซึ่งแน่นอนเลยค่ะว่าในการตัดสินใจที่ผู้คนเหล่านั้นจะทำการคลิกเข้าไปดูนั้นมันมีมากกว่าอยู่แล้วแน่นอน นอกจากนั้นยังไม่พอ ยังช่วยในเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือได้อีกด้วย เพราะว่าใคร ๆ ก็ต่างรู้ว่าการที่จะขึ้นมาอยู่ที่หน้าแรกของ Google ได้นั้นมันไม่ใขช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย อีกทั้งการทำ SEO นั้นสามารถทำได้ฟรีอีกด้วย แต่พอเมื่อคุณได้ลองทำจนเว็บไซต์ของติดอันดับหน้าแรก ๆ แล้ว

ก็จะเป็นการช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการ ซื้อโฆษณา ADS หรือ Adwords ได้อีกด้วย เพราะการเสิร์ชแล้วก็เจอเลยนั่นเองค่ะ “เพราะโดยปกติแล้วเว็บไซต์ที่ยังไม่ได้ขึ้นมาหน้าแรก ๆ คุณก็สามารถทำการสร้างเว็บไซต์แสดงอยู่บนหน้าแรกได้เร็วที่สุด โดยการซื้อโฆษณา Search Ad กับ Google แต่ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ในการสั่งซื้อโฆษณา นั้นอง และทั้งหมดนี้ก็ คือ วิธีการทำ SEO ที่ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเว็บไซต์ของคุณได้ คราวนี้เรามาดูกันต่อเลยค่ะว่า คำศัพท์ต่าง ๆ ที่คนทำ SEO จะต้องรู้นั้นมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO ห้ามพลาด !!
คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO ห้ามพลาด !!

คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO ห้ามพลาด !!

  • Algorithm หมายถึง กระบวนการการทำงานของช่องทางแพลตฟอร์ม ซึ่งในส่วนนี้ก็คือ Google มีการออกแบบเอาไว้โดยจะใช้หลักการ และ เหตุผลเข้ามาช่วยเลือก วิธีการ หรือ ขั้นตอนต่าง ๆ ในการดำเนินงานต่อไป เพื่อให้จุดประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งาน แพลตฟอร์มให้สูงที่สุดและโปร่งใส
  • Keyword หมายถึง เป็นคำค้นหา ที่ผู้คนมักใช้สำหรับในส่วนของการค้นหาสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการในช่อง Search Engine ยกตัวอย่างเช่น หากคนกำลังต้องการซื้อบ้านมือสองย่านปทุม เขาก็อาจจะใช้คำค้นหาที่เป็น บ้านมือสอง แถมประทุม ราคาไม่เกิน 1.5 ล้าน เป็นต้น
  • Web Page หมายถึง หน้าต่าง ๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ เพราะว่า 1 ในเว็บไซต์ทั่วไปนั้นจะมีหลากหลายรูปแบบ Web Page ยกตัวอย่างเช่นหน้าแรก ของบทความ หน้าสินค้า หรือ รวมไปถึงหน้าติดต่อเรา เป็นต้น
  • Rank หมายถึง เป็นในส่วนของการจัดลำดับของเว็บไซต์ที่อยู่ใน Google หรือ Search Engine อื่นๆ ยิ่งถ้า Rankของคุณสูงขึ้น เท่ากับว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นก็กำลังที่จะค่อย ๆ เขยิบขึ้นมาเรื่อย ๆ ในหน้าแรกของ Google ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับว่า คุณอยู่ใน Rank ลำดับที่เท่าไร
  • Organic หมายถึง ส่วนของการทำใด ๆ ไม่ว่าจะกระทำอะไรก็ตามแต่ที่ทำขึ้นมาเป็นแบบธรรมชาติ ไม่ได้มีการใช้เงินแต่อย่างใด หรือการสแปม
  • Optimize หมายถึง การเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการเข้าไปตรวจสอบ และทำการปรับปรุง และ อัพเดทข้อมูลอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับทำการแก้ไข
  • Backlink หมายถึง ลิ้งค์เว็บไซต์ของคุณที่มีการนำไปแปะไว้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ และมีคนที่คลิกกลับเข้ามา โดยในส่วนนี้มักจะมีการถูกใส่เอาไว้ในรูปแบบของลิ้งค์อ้างอิง และ Anchor Link นั้นเองค่ะ
  • Rich Snippet หมายถึง เป็นรูปแบบของการแสดงรายละเอียดที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ในหน้าค้นหาของ Google ซึ่งจะมีความพิเศษมากกว่าตรงที่จะมีการแสดงข้อมูลอื่น ๆ เพราะนอกเหนือจากตัว Description และ Title ยกตัวอย่างเช่น รูปภาพ ราคาสินค้า คะแนนรีวิว อื่น ๆ เป็นต้น โดยที่ผู้เข้าใช้งาน นั้นสามารถทำการใส่ข้อมูลเพื่อให้ทาง Google แสดงผลตามที่เราต้องการได้
  • SERPs หมายถึง เป็นการแสดงผลของลำดับทาง Search Engine หรือ เราจะทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ เลยนั้นก็คือ หน้าผลลัพธ์การค้นหาบน Google เวลาที่คุณนั้นทำการพิมพ์ หรือ ทำการใส่คีย์เวิดร์ลงไป โดยจะมีการแบ่งเป็น 2 รูปแบบ หรือ 2 ชนิดนั้นก็คือ Organic SERP Listings ** เป็นการแสดงผลลัพธ์ของการจัดลำดับรูปแบบธรรมชาติ** กับอีกหนึ่งรูปแบบก็คือ Paid SERP Listing ** เป็นการแสดงผลลัพธ์ของการแสดงการซื้อโฆษณาทาง Google หรือ ผ่านทาง Sponsored Links** นั่นเองค่ะ
รับทำ SEO
รับทำ SEO

หากคุณเคยมีการมองหาการรับทำ SEO นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เป็นเรื่องแบบเฉพาะทางที่คนเก่ง ๆ นั้น สามารถเข้าถึงได้ เท่านั้น !! และถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วละก็ คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยนะคะว่า SEO นั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำการศึกษา ค้นหา ทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง เพียงแค่การศึกษานั้นจะต้องใช้เวลา และ การทำแบบสม่ำเสมอ

บทความแนะนำ: ก่อนทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มว่า Search Engine นั้นคืออะไร

การทำ SEO ให้ติดหน้าแรกของ Google ด้วยฝีมือตนเอง ฉบับย่อ 2021

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization นั่นจะหมายถึง การเขียนเนื้อเรื่องให้ตรงไปตามจุดประสงค์ที่คุณต้องการให้เว็บ Search Engine ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Yahoo, Google และ Bing เป็นต้นค่ะ อ่านต่อ SEO คืออะไร ?

ขั้นตอนต่อไปเรามาดูกันเลยค่ะว่าการที่เราจะทำให้ติด SEO หน้าแรก ๆ นั้นจะต้องทำอย่างไร

การทำ SEO ที่ดีควรเน้นไปในเรื่องที่มีประโยชน์ที่มีผู้ค้นทำการค้นหาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าคนที่เข้ามาค้นหาใน google อาจจะเป็นเพราะว่าจะต้องการข้อมูลใดอย่างหนึ่งถ้าหากคุณสามารถสร้าง Content ที่ตรงประเด็นตรงตามความต้องการของผู้ที่เข้าค้นหาถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก ถ้าหากเข้าต้องการที่จะเข้ามาซื้อสินค้าบางอย่าง เพราะฉะนั้น การทำ SEO ที่ดีควรจะบ่งบอกได้ว่าผู้ที่ทำการค้นหาให้ได้ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีสิ่งที่เขาต้องการอยู่

เพราะการสร้าง SEO จะต้องมีการกำหนด ข้อความสั้น ๆ ที่มีความสอดคล้องกับเนื้อหาที่อยู่ในเว็บไซต์ หรือ ที่มีอยู่ในหน้าเว็บเพจ โดยจะเป็นคำที่คาดว่าผู้ที่เข้ามารับชมเว็บไซต์นั้นจะต้องใช้ในการค้นหาผ่านช่องทาง Search Engine ซึ่งคุณสามารถเพิ่มคีย์เวิร์ด Keyword ได้มากกว่า 1 คำ ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์,ขายของ , เว็บองค์กร เป็นต้น

ส่วนข้อความ Description จะเป็นคำอธิบายรายละเอียด โดยจะมีการย่อในส่วนของเนื้อหาที่มีอยู่ในหน้าเว็บเพจ ว่าเนื้อหานั้น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องใด เรื่องหนึ่งจะเป็นข้อความที่สั้น จะไม่ควรเกิน 255 ตัวอักษร ส่วนข้อความ ที่ดึงจุดเด่นของเนื้อหาขึ้นมา

เว็บไซต์ที่มีการรองรับการเข้าใช้งานผ่านช่องทางโทรศัพท์มือถือ เว็บไซต์ที่ดาวน์โหลดเร็ว นั้นจะมีการจัดการโครงสร้างเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี มีรูปแบบการดีไซน์ที่สวย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการเข้าใจถึงเนื้อเรื่อง และ เนื้อหาในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย และด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวช่วยทำให้ การทำ SEO นั้นให้ติดหน้าแรกของ Google ได้แบบสบาย ๆ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็จะต้องขึ้นอยู่กับเว็บของ Search Engine ด้วยนะคะว่าจะมาจับตัวของ Keyword ให้ไปติด Search ได้เมื่อไหร่ เพราะในปัจจุบันนี้ เว็บไซต์แบบสำเร็จรูปจะมีการออกแบบทำเว็บไซต์ หรือ ใช้ บริการรับทำ SEO มาเพื่อรองรับการตั้งค่าของระบบ SEO ร่วมด้วยค่ะ ซึ่งจะมีดังต่อไปนี้

Website Title
Website Title

Website Title

จะเป็นหัวข้อเรื่องของหน้าเว็บเพจ ที่มีการอธิบานถึงเนื้อหาที่อยู่ในเว็บเพจว่ามันเกี่ยวกับอะไร เรื่องอะไร และมีข้อความ Title ที่มีการแสดงผล ด้านบนสุดของเว็บเพจในตำแหน่งของ Title Bar ควรมี Keyword ของเนื้อหานั้น ๆ ทำการแทรกขึ้นอยู่ด้วย ในส่วนของข้อความ Title นั้นไม่ควรมีความยาวเกินจำนวน 62 ตัวอักษร

Meta Keyword
Meta Keyword

Meta Keyword

เป็นคำ หรือ ข้อความสั้น ๆ ที่มีความชัดเจน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของหน้าเว็บไซต์ หรือ หน้าเว็บเพจต่าง ๆ ซึ่งจะสื่อถึงว่าคุณนั้นขายอะไร โดยจะต้องเป็นคำที่คิดว่าผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณนั้นใช้คำใดในการค้นหาผ่านทาง Search Engine คุณสามารถเพิ่ม Keyword ได้มากกว่า 1 อาทิเช่น กิ๊ฟช็อป เสื้อผ้า เป็นต้น

Meta Description
Meta Description

Meta Description

คำอธิบายรายละเอียด โดยจะเป็นการย่อเนื้อหาที่มีอยู่ในหน้าเว็บเพจ โดยเนื้อหานั้น ๆ จะต้องมีการเกี่ยวข้องการเรื่องใด เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นข้อความสั้น ๆ ที่มีอักษรไม่เกินจำนวน 255 ตัวอักษร ข้อความ Description นั้นจะเป็นข้อความที่ดึงจุดเด่นของเนื้อหานั้นขึ้นมา

Google Verify Code

จะเป็นตัวรหัวที่ทำการยืนยันผ่านทางเว็บไซต์สำหรับผู้ที่ทำการติดตั้ง Google Search Console เพื่อมีไว้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อดูข้อมูลต่าง ๆ ของทางเว็บไซต์นั้นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นการทำ SEO ฉบับย่อ 2021 ที่จะช่วยให้ทุกคนที่เข้ามาอ่าน นั้นได้เกิดความเข้าใจที่ง่าย ไม่มีความซับซ้อน แต่ถ้าต้องการแบบ ฉบับที่เต็มรูปแบบ แบบจัดเต็มคุณสามารถทำการค้นหาผ่านทาง Google ได้ทันที

บทความแนะนำ: หลักการทำ SEO ในคีย์เวิดร์ที่มีการแข่งขันสูง แล้วจะทำยังไง ? (conditmarketing.com)

หลักการทำ SEO ในคีย์เวิดร์ที่มีการแข่งขันสูง เว็บเล็กก็สามารถสู้กับเว็บใหญ่ได้

การทำ SEO ในขั้นตอนหนึ่งที่จะต้องมีการทำทุกครั้งเพื่อให้เว็บติดอันดับซึ่งนั้นก็คือ การหาคีย์เวิดที่ต้องการทำอันดับ สิ่งที่ต้องทำอยู่ทุกครั้งเลยนั้นก็คือ การหาคีย์เวิร์ดที่ต้องทำให้การติดอันดับนั้นเองค่ะ

ซึ่งการทำคีย์เวิร์ดยอดฮิตที่มีคนทำ SEO นั้นอยากจะทำอันดับนั้นก็คือ High Commercial Intent Keyword เพราะจะเป็นคำที่ใช้โดยคนที่ต้องการหาสินค้าอยู่แล้ว จึงมีโอกาสสูงมากที่ผู้เข้ามาชมเว็บไซต์จะต้องมีการจ่ายเงินการซื้อสินค้า หรือ บริการจากทางเว็บไซต์ แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่สำหรับสินค้าบางชนิด และเว็บไซต์ที่อยู่ในผลการค้นหาของหน้า 1 คีย์เวิดดังกล่าวเลย นั่นก็คือ อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ อาทิเช่น Priceza , Lazada และ Shopee รวมถึงอื่น ๆ เป็นต้น จึงทำให้คีย์เวิรด์เหล่านั้นมีการแข่งขันสูงมากและยากต่อการทำอันดับนั้นเองค่ะ และคำถามนั่นก็คือ หากคุณเป็นเว็บไซต์ขายของ ซึ่งไม่ได้มีทุนมหาศาลแบบคู่แข่งคนอื่น ๆ จะมีวิธีการทำ SEO ไปสู้กับคนอื่นได้อย่างไร ?

ในบทความนี้ จะมีการแชร์เทคนิคการทำ SEO ในการใช้คีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งคุณสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาเพื่อผลลัพธ์ของการทำ SEO ของคุณได้แบบ 100%

หลักการทำ SEO ในคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันที่สูง

หลักการที่ใช้ในการทำ SEO เพื่อทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นมีความแตกต่างและจะดีกว่าคู่แข่ง หรือ จะพูดอีกแบบว่า คู่แข่งนั้นมีจุดอ่อนไหวง่ายซึ่งเราทำตรงนั้นให้ดีกว่า หรือ คุณอาจจะมีคำถามอยู่ในใจว่า เว็บไซต์ของ Shopee กับ Lazada นั้นมีจุดอ่อนอย่างไร ?

คำตอบก็คือ : ส่วนตัวคุณอาจจะคิดว่า ไม่มีอะไรที่จะสมบูรณ์แบบได้แบบ 100% เพราะว่าเว็บไซต์ส่วนใหญ่นั้นถึงแม้ว่าจะแข็งแกร่งในเรื่องของการทำ SEO ด้วยคีย์เวิร์ดที่เป็นคำหลัก แต่มักจะไม่มีการโฟกัส Niche Longtail Keyword แต่อย่างมีขั้นตอนอย่างไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

  • ต้องเลือกคีย์เวิร์ดให้เป็น

ขั้นตอนนี้เป็น สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องทำนั้นก็คือ การเน้นทำอันดับในคีย์เวิร์ดที่เป็น Niche Longtail Keyword เพราะวิธีการเหล่านี้จะหมายถึงแบบเฉพาะเจาะจง ที่มีคำย่อยที่มีการขยายคำหลัก ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ขายชุดหุ้ม รถยนต์ จะมีคำหลักซึ่งนั่นก็คือ “ชุดคลุมเบาะรถยนต์” หรือ “ชุดหุ้มเบาะรถยนต์” เป็นต้น โดยจะมีคำที่เป็นตัว Niche Longtail Keyword นั่นก็คือ

  • ผ้าหุ้มเบาะรถยนต์ ลายการ์ตูน ราคาถูก
    • ชุดคลุมเบาะรถยนต์ แมนยู

และข้อดีของการเน้นคำ ที่ทำให้อันดับใน Niche Longtail Keyword มีอยู่ 2 ข้อหลัก ๆ เลยนั้นก็คือ

  • ปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีความเกี่ยวข้อง “จะง่ายกว่า”

เพราะโดยปกติแล้ว E-commerce ยักษ์ใหญ่ จะมีการมุ่นเน้นในเรื่องของการทำอันดับ แต่ก็ไม่ได้ทำอันดับแบบเจาะจงในตัว Niche Longtail Keyword นั่นเองค่ะ เพราะว่าบางคำ ถ้าหากมีการปรับแต่งขึ้นมา เว็บไซต์ให้เน้นเฉพาะตัว Niche Longtail Keyword ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็คือ Google จะมองว่า เว็บไซต์ของคุณนั้นดีกว่าในแง่ ความเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่มีผู้ค้นหาตามที่ต้องการ

  • มีลักษณะเป็น High Commercial Intent

เพราะเนื่องจาก High Commercial Intent จะเป็นคำวลีที่มีความหมาย แบบเจาะจง ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มีนัยยะเลยนั้นก็คือ จะมีการถูกใช้โดยผู้คนที่ให้ความสนใจในสื่อนี้อยู่แล้ว จึงเป็นตัวคีย์เวิรด์ที่มีการเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้าได้อย่างง่ายดาย

  • 1 เว็บเพจ แต่หลากหลายคีย์เวิร์ด

เรื่องต่อมาที่อยากแนะนำให้ทุกคนเข้าใจเลยนั่นก็คือ ปรับแต่งให้หนึ่งเว็บเพจให้ปรากฎขึ้นในการค้นหาของหลากหลายคีย์เวิร์ด ยกตัวอย่างเช่น จะต้องมีการทำอันดับ 3 Keyword ซึ่งนั้นก็คือ Keyword A หรือ B หรือ C ซึ่งสิ่งที่ทำลงไปนั้น ก็คือ การปรับแต่งให้มีการค้นหาตัวคีย์เวิร์ด A B หรือ C ซึ่งคนจะพบเห็นเว็บเพจรูปแบบเดียวกัน ปรากฏขึ้นในผลกาค้นหาของ Google

คำถามก็คือ ทำไมจะต้องทำแบบนั้นด้วยละ

คำตอบ : ที่จะต้องทำแบบนั้นก็เป็นเพราะว่า เราต้องมีความพยามที่จะต้องเพิ่มจำนวนปริมาณให้มีคนเข้ามาชมเว็บเพจ ให้มากที่สุด เพราะปริมาณคนที่เข้าชมเว็บไซต์นั้น ก็เป็นหนึ่งปัจจัยในการที่ google จะใช้การตัดสินว่าเว็บเพจนั้นจำเป็นต้องการของผู้ค้นหาข้อมูลหรือไม่เพื่อให้คุณเข้าใจได้มากขึ้นกว่าเดิม ขอยกตัวอย่างหนึ่งตัวนะคะ การทำ SEO ของทั้ง 2 เว็บไซต์นั้นจะมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีทั้ง 2 เว็บไซต์ที่ต้องการให้อันดับใน 3 Keywordที่เหมือนกันนั้นเองค่ะ

  • การทำ User Signal ให้ดี

User Signal คือ ค่าที่มีการสะท้อนในเรื่องของประสบการณ์ของผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์จะทั้งหมด 3 ค่า ดังนี้

  • Time On Site คือ เวลาของคนที่เข้ามาใช้งานเว็บเพจ
    • Bounce Rate คือ สัดส่วนคนที่เข้ามายังหน้าใดหน้าหนึ่งของเว็บ เพียงแค่หน้าเดียวเท่านั้น!! และไม่คลิกไปหน้าไหนต่อเลยค่ะ **ยิ่งน้อยยิ่งดี***
    • Click Through Rate (CTR) คือ อัตราจำนวนการคลิกผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์

เพราะฉะนั้น หากทำเว็บไซต์ขึ้นมาคุณจะต้องมีทั้ง 3 ข้อข้างต้นนี้ด้วย ยิ่งมียิ่งดี และยิ่งได้รับโอกาสที่จะขึ้นมาอยู่ที่หน้า 1 ยิ่งมาก เพราะตัว Google จะมองว่า เว็บไซต์ของคุณนั้นมีการสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์ มันจะสะท้อนให้เห็นค่ะว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน

จุดอ่อนหนึ่งอย่างของ E-commerce ยักษ์ใหญ่ คือ 99% นั้นก็คือ

เว็บเพจผู้ที่ทำการขายสินค้า จะมีลักษณะเป็น Template ซึ่งนั้นก็คือ จะมีโครงสร้างเนื้อหาที่จะไม่เหมือนกัน และจะไม่มีการปรับแต่งไปอย่างเป็นอิสระ ซึ่งจุดนี้เป็นข้อที่ได้เปรียบ เพราะคุณนั้นสามารถใส่รายละเอียด และ รูปแบบการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์เพจได้แบบเต็มที่ เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีของผู้ที่เข้ามารับชมให้มากกว่าคู่แข่งคนอื่น ๆ ซึ่งจะมีเทคนิคการเพิ่ม User Signal ที่แนะนำ ได้แก่

  • การเขียนหัวข้อที่มีความน่าสนใจ หรือ ดึงดูดชวนให้คลิก
    • พยายามเขียนหัวข้อของเว็บเพจให้มีการโน้มนาว ความน่าสนใจ และมีการดึงดูดการคลิกเข้ารับชม เพื่อทำให้ค่าของ CTR สูงขึ้น
    • วิธีการเขียนหัวข้อที่ดีนั้น เราขอบอกก่อนเลยนะคะว่าหัวที่จะบอกนั้นผู้อ่านกำลังจะได้อ่านเรื่องอะไร และให้คุณค่าอะไรบ้างแก่ผู้ที่เข้ามาอ่าน เพราะถ้าหากรู้แล้วว่าอ่านแล้วมีประโยชน์ คนมักจะสนใจคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์นั้น ๆ นั่นเองค่ะ
  • การสร้าง Quality Backlink

Quality Backlink คือสิ่งที่ได้รับมาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ และ มีคุณภาพที่สูง

ซึ่งจากการเก็บข้อมูลมาเป็นแรมปี เราได้พบว่า Quality Backlink อ่านต่อ Backlink คืออะไร ? เป็นสิ่งที่มีผลต่ออันดับซึ่งจะมรนัยที่สำคัญ หากเว็บไซต์ของคุณได้รับ Quality Backlink แบบต่อเนื่อง อันดับผลในการค้นหาก็จะพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดนนั้นเองค่ะ โดยจะมีหลักการสร้าง Quality Backlink ซึ่งจะมี 3 ข้อหลัก ๆ ดังนี้

  • คุณภาพต้องมาก่อนปริมาณ

เพราะเนื่องจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่นั้นจะมีการใช้ Backlink จำนวนเยอะมาก ซึ่งคุณไม่ควรแข่งขันในเรื่องของปริมาณ เพราะคุณอาจจะแพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้วค่ะ แต่คุณควรเน้นในเรื่องของคุณภาพมากกว่า

  • เลือกเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้อง (Relevance)

ควรมีการติดตั้ง Backlink จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งที่มีเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ของคุณนั้นมีการชายชุดคลุมเบาะรถยนต์ หากมีการได้รับ Backlink จากเว็บไซต์เกี่ยวกับรถยนต์ หรือ เครื่องประดับรถยนต์ ซึ่งแบบนี้จะถือว่ามีความเกี่ยวข้องร่วมด้วย และส่วนข้อดีของมัน ก็คือ การสร้างลิ้งค์ในการทำเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องนั้น จะมีโอกาสสูงมากที่คนส่วนมากคลิกเข้ามาชมเว็บไซต์แบบเป็นธรรมชาติเพราะเว็บไซต์ของคุณนั้นมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ชมเข้าต้องการ ซึ่งแบบนี้จะเป็นการเก็บข้อมูลที่มีการพบว่า Backlink ที่ได้รับการคลิกเข้ามาแบบเป็นธรรมชาตินั้นจะดีมากที่สุด และนี่ก็คือทีเด็ดเลยค่ะ เพราะจะเป็นการส่งผลที่ดีต่ออันดับเป็นอย่างมาก

  • เลือกเว็บไซต์ที่ดี และมีความน่าเชื่อถือที่สูง “High Authority”

Authority คือความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ยิ่งถ้าหากมี Backlink จากเว็บไซต์ที่ได้คุณภาพนั้นก็จะมีความน่าเชื่อถืออย่างมาก เพราะโอกาสที่เว็บไซต์คุณจะขึ้นสู่เข้าหน้า 1 จะยิ่งมากกว่าเท่านั้น