รวมบทความน่ารู้ เกี่ยวกับ Digital Marketing SEO, Google Ads, Web Design บทความภาษาไทย

Google Analytics คืออะไร ทำไมนักธุรกิจออนไลน์จึงต้องรู้จัก

ในปัจจุบัน 2021 โลกของทางธุรกิจออนไลน์นั้นมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในทุก ๆ ปี  แลเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยถ้าหากคุณรู้ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีจำนวนผู้เข้าใช้งานกี่คนต่อวัน อายุเท่าไหร่ อาศัยอยูที่ใด และ เป็นเพศไหน และวันนี้เราก็จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Google Analytics คืออะไร มีส่วนช่วยสำคัญอย่างไรในเรื่องของการทำการตลาดออนไลน์ ในปัจจุบัน GA จะเป็นเครื่องมือวัดผลทางการตลาดที่จะช่วยให้คุณสร้างโอกาสการเติบโตการเป็นเจ้าของเว็บไซต์ทางธุรกิจออนไลน์ ในการเข้าถึงพฤติกรรมการเข้าใช้งานของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการขาย และ ยังช่วยในเรื่องของการต่อยอดการทำธุรกิจออนไลน์ในอนาคตตร่วมด้วย

Google Analytics คืออะไร?
Google Analytics คืออะไร?

Google Analytics คืออะไร?

Google Analytics คือ การให้บริการของ Google ที่จัดทำขึ้นมาเพื่อช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ได้ทราบถึงข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณ ได้แบบ Real – Time เพราะทาง Google Analytics จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งช่องทางในการเข้าถึงเว็บไซต์ ลักษณะของผู้ที่เข้าใช้งานบนเว็บไซต์ของคุณ รวมไปถึงพฤติกรรมของผู้ที่เข้าใช้งานในเว็บไซต์ จนรวมไปถึงสถิตติการเข้าชมในแต่ละเว็บไซต์ เพื่อช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์นั้น ๆ สามารถนำข้อมูลในเชิงลึกเหล่านี้ นำมาวิเคราะก์เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้ แถมยังช่วยในเรื่องของประสิทธิภาพทางด้านการตลาดได้เป็นอย่างดี

Google Analytics
Google Analytics

Google Analytics คืออะไร?  และทำไมถึงต้องใช้

Google Analytics หรือที่เรียกว่า GA จะเป็นตัวช่วยในเรื่องของการเก็บข้อมูลของกลุ่มผู้ที่เข้าใช้งานผ่านบนเว็บไซต์เพื่อช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์นั้น ๆ สามารถรายงานต่าง ๆ ไปใช้เพื่อวิเคราะห์ และทำความเข้าใจกับพฤติกรรมผู้ที่เข้าใช้งานเว็บไซต์ อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์นั้น ๆ รู้จักด้วยว่าเว็บไซต์ของตัวเองได้มากยิ่งขึ้นผ่านทางข้อมูลการเข้าใช้งานเว็บไซต์แบบรายชั่วโมง รายเดือน รายวัน หรือแม้กระทั่งรายปี และที่สำคัญมากที่สุดจะเป็นเรื่องของการให้บริการที่เปิดใช้งานได้ฟรี นั้นหมายความว่าถ้าหากคุณสามารถนำข้อมูลอันล้ำค่าเหล่านี้มาใช้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณได้โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว ซึ่งสามารถเข้าไปติดตั้งและใช้งานได้ทันที

จุดเด่นในการเข้าใช้งาน
จุดเด่นในการเข้าใช้งาน

จุดเด่นในการเข้าใช้งาน

  • ติดตั้งง่ายมาก ๆ แถมไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
  • วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการเข้าใช้งานทางเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • สามารถผูกกับบัญชี Google Ads เพื่อช่วยในเรื่องของการวิเคราะห์ภาพรวมของการทำโฆษณาได้
  • ช่วยให้มีประสิทธิภาพในการทำการตลาดเพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น
Google Analytics ใช้วิเคราะห์ข้อมูลอะไรบ้าง?
Google Analytics ใช้วิเคราะห์ข้อมูลอะไรบ้าง?

Google Analytics ใช้วิเคราะห์ข้อมูลอะไรบ้าง?

สามารถวิเคราะห์ข้อมูลผ่านทาง 4 กลุ่มรายงานหลัก ๆ เลยนั่นได้แก่

  • Conversion Report จะช่วยในเรื่องการแสดงรายงาน เพื่อใช้การวิเคราะห์ความสำเร็จของจุดมุ่งหมายที่คุณทำการตั้งเอาไว้บน Google Analytics อาทิเช่น การบลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต และการสั่งซื้อสินค้า การชะระเงินผ่านทางเว็บไซต์ อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้เข้าใช้งานผ่านทางเว็บไซต์ได้ด้วย ตั้งแต่เริ่มเข้าใช้งานเว็บไซต์จนกระทั่ง ผ่านขั้นตอนทั้งหมดจนมาจบอยู่ที่กระบวนการซื้อขายที่ใช้เวลาแค่ไหน ลำดับการเข้าชมในแต่ละเว็บไซต์นั้นเป็นอย่างไร และ การใช้หน้าเวลาที่อยู่บนเว็บไซต์นั้นมากน้อยที่สุด
  • Audience Report ใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้เข้ารับชมเว็บไซต์ของคุณโดยลักษณะภูมิประชากรศาสตร์ อาทิเช่น เมือง ประเทศ ที่อยู่อาศัย อายุ เพศ และข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับความสนใจ และ ความชอบของแต่ละคนที่เข้าชมเว็บไซต์ อีกทั้งยังบอกรายละเอียดแบบลึกได้ถึงยี่ห้อ และ อุปกรณ์ของผู้เข้าชมได้เลยทีเดียว
  • Behavior Report เป็นการรายงานวิเคราะห์ข้อมูลว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมเว็บไซต์อย่างไร มากน้อยเพียงใด อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการวิเคราะห์พฤติกรรมการเข้าใช้งานในแต่ละหน้าเว็บไซต์ได้ด้วยค่ะว่า ผู้ที่เข้าใช้งานเข้า หรือ ออกจากหน้าเว็บไซต์นั้นเป็นอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละหน้าเว็บไซต์นั้นถูกโหลดขึ้นมาแล้วกี่ครั้ง อยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้นนานกี่นาที หรือ นานเท่าไหร่ อีกทั้งยังรวมไปถึงความเฉลี่ยในการโหลดแต่ละหน้าเว็บไซต์อีกด้วยค่ะ
  • Acquistion Report สามารถแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการเข้าถึงเว็บไซต์ของผู้ที่เข้าใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางธรรมชาติ ( Organic ) , ช่องทางโฆษณา , ช่องทาง Social Media หรือ ช่องทางต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมต่อเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูลโดยรวมว่ามีผู้เข้าใช้งานทั้งรายเก่า และรายใหม่ และรับรู้การเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้มากแค่ไหน เข้าไปถึงได้จากแคมเปญอะไร และยังสามารถแสดงข้อมูลของผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ด้วยนะคะว่ามาจาก Keyword อะไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการตัดสินใจในการเลือกช่องทางการทำตลาด
สรุป Google Analytics
สรุป Google Analytics

สรุปได้ว่า Google Analytics ดีอย่างไร

นั้นเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้คุณสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในด้านต่าง ๆ ของผู้ที่เข้าใช้งานเว็บไซต์รวมไปถึงประสิทธิภาพของทางเว็บไซต์ของเรา เพื่อช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์นั้นสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในเรื่องของการปรับปรุง คอนเทนต์ Content ในเว็บไซต์เพื่อให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้เข้าใช้งาน และยังช่วยสร้างโอกาสในการขายสินค้าได้ภายในอนาคต

บทความแนะนำ: เว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ควรที่จะมีลักษณะอย่างไร ?

เว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ควรที่จะมีลักษณะอย่างไร ? มาคุยกัน

การที่เราจะได้ Backlink มานั้นจำเป็นต้องอาศัยพื้นที่ต่าง ๆ บนเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อให้ลิงก์ของคุณไปปรากฏ บนเว็บนั้น ๆ ซึ่งจะรวมตั้งแต่หน้าเว็บ “Onsite Content” หรือ ในบทความต่าง ๆ ที่มีการอ้างอิงถึงคุณ แต่เว็บไซต์ที่คุณจะนั้นจะมีลิ้งค์แสดงเอาไว้เหล่านั้นก็จะต้องมีคุณภาพที่ดี และ ต้องทำถูกกฎของทาง Google เพื่อจะส่งผลให้ Backlink ของคุณนั้นมีคุณภาพที่ดีตามไปด้วยนั้นเอง และเว็บไซต์ที่ดี ที่มีคุณภาพนั้นมีหลายองค์ประกอบมาก ซึ่งนั้นก็ได้แก่

  • มีการวาง Sitemap อย่างเป็นระบบ เพราะจะง่ายต่อการเข้าใช้งาน
  • ออกแบบ UX&UI เพื่อให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหลอย่างมีประสิทธิภาพและเป็น Responsive “ซึ่งจะสามารถใช้ได้ทั้งหน้าจอคอม หรือ โทรศัพท์มือถือ” และ เว็บไซต์นั้นก็จะต้องมีความลื่นไหล และยังสามารถดาวน์โหลดได้อย่างรวดเร็ว
  • เนื้อหาบนเว็บไซต์สามารถเข้าอ่านได้จริง และต้องมีประโยชน์ พร้อมกับมีการอัพเดทอยู่สม่ำเสมอ
  • อัตราการไหลเวียน link จะต้องมีการถูก Point กลับมาบ้าง และ ในเว็บ ๆ นั้นจะต้องมีลิงค์ออกไปข้างนอกบ้างหรือเปล่า
  • เว็บไซต์นั้น ๆ จะต้องมีการทำ SEO อย่างถูกต้อง และต้องเป็น SEO Friendly พร้อมทั้งต้องมีความน่าเชื่อถือ (Domain Authority) อยู่ในระดับที่ดีด้วยค่ะ
LINK BUILDING
LINK BUILDING

หากต้องการทำ LINK BUILDING จะต้องรู้ว่าองค์ประกอบมีอะไรบ้าง ?

อันที่จริงองค์ประกอบของการทำ Link Building นั้นไม่ได้มีความซับซ้อนแต่อย่างใด แต่สิ่งที่คุณจะต้องทำนั้นก็คือ การทำความเข้าใจก่อนว่ามันมีหน้าที่ทำงานอย่างไร ? และแน่นอนว่าองค์ประกอบที่สำคัญมากที่สุดในการทำ Link Building นั้นย่อมมีความเป็นลิ้งค์อยู่แล้ว เพียงแค่คุณจะมีลิงค์อะไรบ้างที่มีไว้สำหรับการทำ SEO Backlink คืออะไร อ่านต่อได้ที่นี้

  • Internal Link คือ

ลิงก์ภายในจากหน้าหนึ่ง เข้ามายังหน้าหนึ่งภายใต้ข้อจำกัดของข้อมูล “คอนเทนต์” บนหน้านั้นจึงต้องมีความเกี่ยวข้องกัน อาทิเช่น เนื้อหาในหน้าแรกของเว็บไซต์ของคุณนั้นที่กำลังพูดถึงเรื่องวิธีการดูแลสุขภาพ แต่จะมีข้อมูลในส่วน ๆ หนึ่งที่กล่าวถึงนั้นก็คือ ชุดออกกำลังกาย ซึ่งตรงนั้นที่คุณทำการแปะลิ้งค์ Anchor Link เอาไว้ เมื่อมีคนคลิกเข้าไป มันจะทำการลิ้งค์ไปอีกหน้าหนึ่งที่ให้ข้อมูลในเรื่องของการออกกำลังกาย การเลือกชุดออกกำลัง ฯลฯ ซึ่งถือว่าเป็นการทำ Internal Link ที่ถูกต้อง แต่ส่วนนี้จริง ๆ แล้ว จะมีรายละเอียดแบบยิบย่อยที่คุณสามารถจัดการได้ เราขอพูดสั้น ๆ เพื่อให้ได้ใจความ นั้นก็คือ การสร้างความลื่นไหลของเว็บไซต์ ที่มีการลิงค์จากหน้าข้อมูลหน้านี้ ไปยังหน้านั้น และยังสามารถลิงก์ไปอีกหน้าหรือกลับมาที่เดิม ซึ่งในส่วน ๆ นี้คุณสามารถวางแผนเอาไว้ในตอนที่ทำ Site Map เพราะการใช้เว็บไซต์ของคุณนั้นจะต้องมีความลื่นไหลในการเข้าใช้งาน และต้องมีข้อมูลที่น่าสนใจ จนทำให้ผู้ที่เข้ามาเว็บไซต์ของคุณ ได้นานเท่าไหร่ Google ก็จะยิ่งมองว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณนั้นมีคุณภาพนั้นเองค่ะ

  • Backlink คือ

ลิงค์ที่ถูกคลิกมาจากเว็บไซต์อื่น ๆ ซึ่งจะสามารถทำได้หลากหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น ทำเป็นบทความไปฝากไว้บนเว็บไซต์คนอื่น โดยภายในบทความนั้นก็จะมีการให้ใส่ Anchor Link ที่ลิงก์กลับมายังหน้าเว็บไซต์ของตุฯ หรือ อีกหนึ่งแบบเลยนั้นก็คือบนหน้าเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีการนำข้อมูลจากเว็บไซต์ของคุณไปใช้และได้ทำการแปะลิ้งค์เอาไว้นั้นเองค่ะ จะเหมือนกับการให้แหล่งอ้างอิง “Reference” แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดนั้นด้วยค่ะว่า ข้อมูลที่จะต้องเกี่ยวข้องกัน และนอกจากนี้ในบางครั้งอาจจะมีการได้ Blacklink ผ่านการคอมเม้นที่มีการแปะลิ้งค์ของคุณอาไว้ “Naked URL” หรือแปะไว้ในคำ Anchor Link ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ นั้นเองค่ะ

  • Outbound Link คือ

นอกจาก Backlink ที่คุณได้มาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้วภายในเว็บไซต์ของคุณเองก็ควรจะมีลิ้งค์ที่ถูกส่งออกไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ ด้วย เพราะการที่ Google จะมองว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีคุณภาพหรือไม่นั้นเองค่ะ ซึ่งก็จะมีอีกหลายองค์ประกอบมาก เพราะการที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นเครือข่ายลิ้งค์ ลิ้งค์เข้า – ลิ้งค์ออก โดยส่วนหนึ่งแล้วจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ และ ทำให้ดูเป็นธรรมชาติให้กับเว็บไซต์นั้น ๆ เป็นอย่างดี

BACKLINK
BACKLINK

หากเจอ BACKLINK ที่เป็นสแปมโจมตี จะต้องทำอย่างไร ?

การทำธุรกิจเราต้องมีคู่แข่งเสมอ และ อาจจะมีบางกรณีที่ถูกคู่แข่งทำการสแปมลิ้งค์โจมตีเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งวิธีการนี้ก็คือ พวกเขาจะนำลิงก์ไปแปะไว้ยังเว็บไซต์ที่มีคุณภาพที่ไม่ดี อาทิเข่นเว็บไซต์นั้นเป็นคนละภาษากับเว็บของคุณ หากเข้าไปแล้วจะเป็นภาษาที่อ่านไม่รู้เรื่อง หรือ ภายในเว็บนั้นมีแต่ข้อความที่แปะลิ้งค์เอาไว้เป็นจำนวนมาก และเมื่อคุณมี Backlinkที่ได้จากเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพเยอะๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามหลังนั้นก็คือ Googleจะมองเว็บไซต์ของคุณนั้นไม่มีคุณภาพ หรือสิ่งที่ร้ายแรงมากที่สุดก็คือเว็บของคุณอาจจะโดนแบน และ โดนลงโทษปรับลำดับ Rank เว็บไซต์ของเราให้ตกจากอันดับสูง ๆ นั้นเองค่ะ

เพราะฉะนั้น : หากคุณเจอเหตุการณ์แบบนี้สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำความเข้าใจเลยนั้นก็คือ คุณจะพิสูจน์ไม่ได้เลยค่ะว่าใครทำ และ คุณก็จะไม่สามารถป้องกันได้ แต่คุณก็ไม่ต้องวิตกกังวลไปนะคะ สิ่งเดียวที่คุณสามารถทำได้ นั้นก็คือ แจ้งทาง Google ให้ทราบผ่านช่องทาง Search Console แจ้งว่าลิ้งค์เหล่านั้นเป็นสแปม และคุณก็ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นแต่อย่างใด ทางระบบกำการจดจำมันเอาไว้ทำให้เราไม่โดนลงโทษนั้นเอง เพราะการทำ SEO เราจะต้องอาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ และสิ่งที่สำคัญในแต่ละองค์ประกอบนั้นคือจะต้องทำอย่างถูกต้อง ทำให้มีคุณภาพ เพราะถ้าหากคุณใช้วิธีการแบบนี้เค้าจะเรียกว่า “สายดำ” คือใช้ทางลัดอัดทำ Backlink เยอะ ๆ อัดเข้าไปเยอะ ๆ โดยที่ไม่สนใจในเรื่องของคุณภาพของเว็บไซต์ต้นทาง ซึ่งในช่วงแรก ๆ นั้นลำดับเว็บไซต์ของคุณอาจจะขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากคุณแลกด้วยการโดนลงโทษ หรือ สิ่งที่ร้ายแรงมากที่สุดคุณก็อาจจะโดนแบนจาก Google ในภายหลังได้ทันที ดังนั้นการทำ Link Building อย่างมีคุณภาพจำเป็นต้องใช้เวลาที่ช้ากว่าหน่อย แต่ทำให้คุณมั่นใจได้เลยค่ะว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นจะต้องไต่ลำดับขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

แนวทางการทำ SEO ฉบับ “MUL” ใหม่ล่าสุด 2021

ในการทำ SEO นั้นก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพของทางเว็บไซต์พร้อมทั้งมีคอนเทนต์ ซึ่งนั้นจะแสดงว่า Google และ Search Engine และตัวอื่น ๆ นั้นก็ย่อมจะมีหลักเกณฑ์ที่เป็นการตรวจสอบและให้คะแนนอยู่โดยฝั่งของทาง Search Engine นั้นจะทำการส่งเจ้า Bot ทั้งหลายเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ อยู่สม่ำเสมอ เพื่อดุความเกี่ยวข้องในส่วนของเนื้อหากับตัว Keyword ร่วมด้วย เท่านั้นยังไม่พอนะคะ ยังมีโครงสร้างและ ความน่าเชื่อถือของทางเว็บไซต์ด้วยค่ะว่าเป็นอย่างไร โดยจะมีวิธีเกณฑ์การให้คะแนนแบบละเอียดซึ่งตรงนั้นจะไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างไร แต่ถ้าหากมีผู้เชี่ยวชาญภายนอกจำนวนมากได้มีการทำการทดลองและคาดการณ์ว่า Search Engine อันดับ 1 ของทางโลก อย่างเช่น Google จะมีเกณฑ์อะไรบ้าง และคุณจะต้องใช้เกณฑ์รูปแบบไหน คุณถึงจะใช้เกณฑ์เหล่านี้ได้เป็นแนวทางของการทำ SEO โดยทางเว็บไซต์ Blacklinko ได้มีการสรุปทั้งหมดปัจจัย 200 อย่าง โดยมีการคาดการว่าจะมีผลกับการติดอันดับของ Google นั้นเองค่ะ

ด้านเนื้อหา (Content Marketing)
ด้านเนื้อหา (Content Marketing)

ด้านเนื้อหา (Content Marketing)

หากเป็นส่วนทสำคัญมากที่สุดในการทำ SEO เพราะการที่คุณทำการสร้างเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับตัว Keyword ใด Google คุณจะต้องดูความสำคัญของตัว Keyword ร่วมด้วยค่ะว่าเนื้อหาที่อยู่บนเว็บไซต์นั้น จะได้ทั้งปริมาณ Keyword หรือ ตำแหน่ง Keyword ที่ปรากฏอยู่ ว่ามันจะต้องอยู่ในส่วนไหนของ Title หรือ URL และในส่วนบนหรือล่างของเว็บไซต์ หรือ รูปแบบของตัว Keyword นั้นว่าจะต้องเป็นหัวข้อ ตัวเอียง หรือ Link หรือตัวหนา เป็นต้น เพราะการทำ Content Marketing ส่วนใหญ่แล้วการเขียนบทความที่ให้ความรู้ และ ความสำคัญของกับสินค้าเพื่อให้ผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณนั้น ได้มีส่วนช่วยในเรื่องการทำ SEO ได้อีกหนึ่งทาง เพราะในบทความของคุณนั้นจะเป็นการช่วยในเรื่องของปริมาณ Keyword ที่อยู่บนเว็บไซต์ของคุณแบบอัตโนมัติ

  • ( ยกตัวอย่างเช่น )

ถ้าหากคุณต้องการสร้างเว็บไซต์ เพื่อเป็นช่องทางในการทำธุรกิจอาทิเช่น ขายบ้าน / ขานคอนโด และการเขียนบทความก็เพื่อเป็นการให้ความรู้ในเรื่องของ วิธีการเลือก ไม่ว่าจะเป็น คอนโด หรือ บ้าน ที่มีความเหมะสมกับตัวคุณ รวมไปถึงวิธีการตรวจรับบ้านแบบมืออาชีพ และมีการลงบทความต่าง ๆ ที่มีความสอดคล้องกันที่มากขึ้น และอันดับเว็บไซต์ Google ไม่ว่าจะเป็นคำว่าบ้าน หรือ คอนโด ก็จะดียิ่งขึ้นด้วยนั้นเองค่ะ

  • **ข้อที่ควรระวัง**

                หากคุณมี Keyword ที่ถี่มากจนเกินไปจนแบบผิดรูปแบบธรรมชาติ

 รำคาญให้ผู้ใช้และสร้างภาพลบให้กับแบรนด์แล้ว Google อาจมองว่าเว็บไซต์จงใจหลอก Google และลดความน่าเชื่อของเว็บไซต์หรือแม้กระทั่งนำเว็บไซต์ออกจากการจัดอันดับไปเลยด้วย การเขียนบทความจึงควรเขียนให้เป็นธรรมชาติที่สุด Keyword spamming นอกจากจะสร้างความรำคาญใจในเรื่องของโครสร้าง และ การมีประสิทธิภาพเว็บไซต์นั้น ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคนิคการทำเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของด้านโครงสร้าง หรือ ความสะดวกสบายในการเข้าใช้งานก็ตาม รวมไปถึง ประสิทธิภาพด้านความเร็ว และ ระบบความปลอดภัย นั้นเองค่ะ

ด้านโครงสร้าง และ การมีประสิทธิภาพ
ด้านโครงสร้าง และ การมีประสิทธิภาพ

ด้านโครงสร้าง และ การมีประสิทธิภาพ

                ในส่วนนี้ก็จะมีความเกี่ยวข้องกับเทคนิคการทำเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเข้าใช้งาน ประสิทธิภาพด้านความเร็ว รวมไปถึงความปลอดภัย ซึ่งในส่วนนี้ก็จะต้องให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทำการดูแล ยกตัวอย่างเช่น

  • การทำ Responsive Design  เพื่อให้คุณนั้นสามารถทราบผลได้แบบเหมาะสมบนทุกอุปกรณ์ในทุก ๆ ขนาด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำ Mobile , PC หรือ Tablet เป็นต้น
  • การทำ Inbound Link ก็จะช่วยในส่วนหน้าเว็บไซต์นั้นมีการเชื่อต่อกันอย่างรวดเร็ว และมีการเพิ่มคะแนน Backlink ให้แต่ละหน้า
  • การทำ HTTPS เพื่อความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลบนเว็บไซต์ รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อเพิ่มความเร็วของทางเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการบีบอัดภาพ และ สคริป และการใช้ Hosting ที่มีความน่าเชื่อถือ การสร้าง robot.txt สำหรับ Search Engine เป็นต้น และผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ ซึ่งจะมีการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ จะมีการพิจารณาว่าการปรับแก้เว็บไซต์ ให้ดีขึ้นมากกว่า หรือในบางครั้งจะต้องมีการสร้างเว็บไซต์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะเรื่องของ Responsive Design เพราะถ้าหากเว็บไซต์เดิมนั้นไม่มีการรองรับ หรือ การแสดงผลผ่านบน Mobile Device เพราะในการปรับหรือ แก้ไขที่แตกต่างจากเดิมอาจจะมีความยากกว่าการสร้างใหม่นั้นเองค่ะ
ด้านของความน่าเชื่อถือ
ด้านของความน่าเชื่อถือ

ด้านของความน่าเชื่อถือ

เป็นส่วนที่มีความเกี่ยวข้องในเรื่องพูด หรือ การอ้างอิงมาเว็บไซต์มาจากแหล่งต่าง ๆ ภายนอก ทั้งของ Social Network และเว็บไซต์ อื่น ๆ นั้น ซึ่งในส่วนนี้จะมีผลต่อการทำ SEO อย่างมากที่สุด รวมไปถึงอายุของทางเว็บไซต์ ซึ่งทางเว็บไซต์ที่มีการอยู่มาเป็นเวลานานนั้นจะมีความน่าเชื่อถือ กว่าเว็บไซต์ที่เปิดใหม่ และในส่วนนี้จะมีผลต่อการทำ SEO อย่างมากที่สุด รวมไปถึงอายุของการทำเว็บไซต์ เพราะเว็บไซต์อยู่มาเป็นเวลายาวนานนั้นจะมีความน่าเชื่อถือกว่า เพราะในการเขียนบทความที่มีคุณภาพนั้นก็เพื่อให้เว็บไซต์ต่าง ๆ มีการใช้อ้างอิง หรือ ให้มีการแพร่หลายใน Social Network ซึ่งจะเป็นวิธีที่มีความน่าสนใจ และ เป็นวิธีที่มีคุณภาพอีกหนึ่งวิธี และทั้งหมดนี้ก็ยังมีการช่วยสร้างชื่อเสียง และ มีภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ของคุณอีกด้วย

ข้อควรระวัง
ข้อควรระวัง

ข้อควรระวัง

หาก Link ที่มีการเข้าถึงเว็บไซต์คุณเป็นส่วนใหญ่นั้นจะมาจากเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น เว็บที่มีการรับจ้างใส่ Link เว็บไซต์ของคุณอาจถูกลดความน่าเชื่อถือลงได้เช่นกัน หรือ ตัว Link ที่มีการเกิดจากการซื้อโฆษณาก็จะไม่ได้คะแนนของส่วนนี้ หรือ มีการโพสต์ลงของ Link ในส่วน Comment ของ Webboard ต่าง ๆ โดยเจ้าของเว็บไซต์จะมีการทำให้ ลิ้งค์ของเขานั้นไม่ได้รับคะแนนอ้างอิงอยู่แล้ว เพื่อไม่ใด้โดนการ Spam Link จนสร้างความน่ารำคาญมากจนเกินไปกับผู้ที่เข้ามาใช้งานผ่านทางเว็บไซต์ของคุณนั้นเองค่ะ

ทั้งหมดที่ได้กล่าวไปนั้นจะเป็นแนวทางอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้ผู้ที่เริ่มต้นทำ SEO มือใหม่ สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ด้วยตนเอง

7 เทคนิคการทำ SEO อย่างไร ให้ติดอันดับบน Google ในปี 2021

เราเชื่องว่าหลาย ๆ คนที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง หรือ ดูแลเว็บไซต์ให้กับแบรนด์อยู่แต่ก็ต้องการให้เมื่อทำการ Search Google แล้วเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ นั้นก็คงเป็นเพราะผลที่มีโดยตรงกับการทำเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้คนเขามาเยอะมากขึ้น และมีโอกาสขายของได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย และรอบนี้ เราจะมีบอก 7 เทคนิคง่าย ๆ ในการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google มีดังนี้

Keywords Research
Keywords Research

วิจัยคีย์เวิร์ด (Keywords Research)

คีย์เวิร์ดเรียกได้ว่าแทบจะเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดในการทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับใน Google ซึ่งเราสามารถใช้ เครื่องมือของ Google ในการวิจัยคีย์เวิร์คได้ว่าคำไ ๆ ไหนเป็นคำที่นิยม Search ก่อนที่จะเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา ที่เราจะต้องพยามค้นหาคีย์เวิร์ดที่มจำนวนการค้นหาแบบสูง ๆ และในขณะเดียวกันก็มีคู่แข่งที่ทำ adwords ของในคำ ๆ นั้นซึ่งจะน้อยมาก ๆ เพื่อจะเอามาทำ SEM ในต่อไป และในขณะเดียวกันอย่าละทิ้ง Keyword ประเภท long tail ด้วย “เพราะคีย์เวร์ดที่คนค้นหาไม่เยอะเท่าไหร่แต่ก็ยังพอมี traffic” เพราะคีย์เวิร์ดประเภทถ้าหากเอามาใช้ในหลาย ๆ คำก็ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพสูงเหมือนกัน

Optimize Technically
Optimize Technically

พัฒนาเทคนิค (Optimize Technically)

Google จะมีบอทจะจับอ่านข้อมูลบนเว็บไซต์ ในลักษณะที่เรียกว่า Text และ Code ซึ่ง URL ของคอนเทนต์เรานั้นควรจะมีการจำกัดไม่ให้เกินประมาณ 100 ตัวอักษรและจะต้องใช้ตัว _ (dash) ในการเชื่อมคำแทนที่จะใช้ _ (Underscore) และ หลีกเลี่ยงการใช้สัญลักษณ์พิเศษต่าง ๆ พยายามใช้ชื่อหัวเรื่องนั้น ให้มีลักษณะเฉพาะควบคู่ไปกันกับ Keyword ทั่ว ๆ ไป อยู่ในประโยคด้วย ทำการหลีกเลี่ยงการทำคอนเทนต์ในเว็บไซต์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาเกินไป เพราะอาจจะสร้างความสับสนให้กับบอทของ Google

Ease of use
Ease of use

ความง่ายในการใช้ (Ease of use)

ต่อให้คอนเทนต์จะดี หรือ ดีไซน์บนเว็บไซต์จะออกมาสวยแค่ไหนก็ตาม แต่สำหรับด้านผู้ที่เข้ามาในเว็บไซต์ของคุณถ้าหากเขาเข้ามาแล้วหาสิ่งที่ตัวเองอยากดูไม่เจอแบบรวดเร็ว ผลสุดท้ายแล้วพอหมดความอดทนเขาก็จะทิ้งเว็บเราไปโดยปริยาย และต่อมาชื่อคอนเทนต์ จะต้องมีความสำคัญอย่างมากและจะต้องทำให้ผู้อ่านรู้ทันทีว่าเขานั้นจะได้อะไรจากคอนนี้ ในส่วนของความง่ายและความลื่นไหล ในการไปยังหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ต่อนั้น จะช่วยให้ผู้ที่เข้ามามีโอกาสมากขึ้นที่จะเข้าใช้เวลาบนเว็บของคุณที่หน้าอื่น ๆ ได้อีก และต้องมีการ สร้างคอนเทนต์ที่ดี พร้อมกับการใช้ตัว Keyword ที่มีความสอดคล้องกันทั้งบทความ เพื่อช่วยดึงความสนใจของผู้ที่เข้ามาชมได้เป็นอย่างดี

Quality Contents
Quality Contents

คอนเทนต์ต้องมีคุณภาพ (Quality Contents)

คนชอบคอนเทนต์มีคุณภาพ Bot ของทาง Google ก็เช่นกัน และถ้าหากเป็นคอนเทนต์ที่สดใหม่ก็จะยิ่งถือว่าเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพดี และการอัพโหลดคอนเทนต์ลงใน Blog ก็จะช่วยให้เพิ่มคุณภาพของ Link และเพิ่มระดับคะแนนของเว็บไซต์หลักด้วย ในเรื่องของการโปรโมทด้วยรูปแบบ E – Book จะช่วยสร้างลิงค์ใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยอ้างถึงเว็บไซต์ของคุณ ส่วนคอนเทนต์ที่จะนำไปเสนอด้วยรูปแบบ info-graphic จะช่วยในเรื่องของการดึงดูดผู้เข้าชมให้เข้ามาในเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

Social Media
Social Media

การใช้ (Social Media)

เป็นการวางแผนกลยุทธ์ที่ดี และ มีคอนเทนต์จากเว็บที่มาบนฟีดของ Social Media อย่างสม่ำเสมอเพื่อจะช่วยทำให้อันดับเว็บของคุณดียิ่งขึ้น และสิ่งที่สำคัญเลยนั้นก็คือ คุณจะต้องเข้าใจด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องกรให้คนเข้ามาดูนั้นคือใคร และจึงค่อยเลือกชาแนลที่เหมาะสมในเรื่องของการสื่อสารไปยังลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา และเทคนิคอีกอย่างเลยนั้นก็คือ การที่พยามค้นคนที่เป็น Influencer หรือมีผู้ติดตามเยอะ ๆ เพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเขา เพราะคนเหล่านั้นจะเป็นกระบอกเสียงที่ดีให้กับคุณอีกด้วย

Link Building
Link Building

สร้างการเชื่อมโยงของลิงค์ (Link Building Exercise)

การมีเครือข่ายลิงค์ที่อ้างอิงมายังเว็บไซต์ของคุณจะเป็นการช่วยเพิ่มเครดิตและอันดับของเว็บคุณบน Google ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเทคนิคอย่างหนี่งที่ช่วยได้มากเลยนั่นก็คือการใช้ blog ของ Influencer

Responsive
Responsive

สร้างเว็บไซต์ที่เป็น Responsive หรือ Mobile Friendly

สร้างเว็บไซต์ที่เป็น Responsive ก่อนหน้านี้ที่พูดถึงเรื่อง google ให้ได้อันดับที่ดีขึ้นหาก Mobile – friendly ก็จะทราบกันดีค่ะว่าในปัจจุบันนนี้ทาง Google ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก ก็คงเป็นเพราะเทรนด์อุปกรณ์เคลื่อนที่ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

SEM กับ SEO เลือกกลยุทธ์แบบไหน ทำไมต้องทำพร้อมกัน ?

หากคุณเป็นเจ้าของทำธุรกิจออนไลน์ที่มีการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเป็นของตัวเอง ก็ไม่แปลกที่เว็บไซต์นั้นจะเป็นช่องทางหลักในการเพิ่มยอดขายให้กับคุณ เพราะโฮกาสที่จะช่วยสร้างยอดขายให้มากขึ้นนั้นมีอีกหลายช่องทาง และหนึ่งในนั้นเองก็คือกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ แต่คำถามมันอยู่ตรงที่ว่าคุณจะเลือกทำแบบใด แบบ SEM หรือ SEO

มาทำความเข้าใจทั้งกลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ SEM กับ SEO

ก่อนที่เราจะไปตัดสินใจว่า เราจะเลือกทำอะไรระหว่าง SEM กับ SEO สำหรับธุรกิจของคุณนั้น เราจะต้องมาทำความเข้าใจความเหมือน และ ความต่างของทั้งคู่ก่อนค่ะ เพราะการทำ SEM และ SEO นั้นจะมีวัตถุประสงค์เดียวกันเลยนั้นก็คือ ทำให้เว็บไซต์ของคุณติดขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ บน Google ซึ่งแต่ละวิธีการนั้นก็จะมีความแตกต่างกัน ดังนี้

Search Engine Marketing
Search Engine Marketing
  • SEM จะย่อมาจาก “Search Engine Marketing”

เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ (SEO Experts) ที่ผ่านการซื้อพื้นที่โฆษณาบน google ให้ทางเว็บไซต์ของคุณนั้นอยู่อันดับแรก ๆ ของการ Search หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Paid Search โดยจะจ่ายค่าโฆษณาตามจำนวนครั้งที่มีผู้ที่เข้ามาคลิกดูโฆษณาของคุณ โดยจะสังเกตวิธีของ SEM ได้นั้นจะมีคำว่า AD อยู่หน้าชื่อเว็บไซต์ เพราะการทำ SEM จะถือว่าเป็นช่องทางที่ทำให้สินค้า หรือ บริการเป็นที่รู้จัก และ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงตามเป้าหมายที่คุณต้องการมากขึ้น แต่ถ้าคุณไม่ได้ซื้อพื้นที่โฆษณาต่อนั้นอันดับของคุณก็จะหายไปในทันที

Search Engine Optimization
SEM กับ SEO เลือกกลยุทธ์แบบไหน ทำไมต้องทำพร้อมกัน ? 28
  • SEO ย่อมาจาก “ Search Engine Optimization”

เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ ที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณติดขึ้นมาหน้าแรกของ Google เพราะแต่ละเว็บไซต์นั้นจะปรากฎขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณค้นหา Keyword คำนั้น ๆ หรือ จะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Organic Search ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นการปรับเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคนิคของการทำ SEO เพื่อให้ทาง Google เข้ามาเก็บข้อมูล และ ทำการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณบนหน้า Google อาทิเช่น ปรับ Description,ปรับโครงสร้างเว็บไซต์ และการปรับ Title รวมไปถึงการปรับเทคนิคต่าง ๆ ร่วมด้วย SEO คืออะไร

SEM กับ SEO
SEM กับ SEO

เปรียบเทียบจุดเด่นของ SEM กับ SEO

SEM สามารถทำยอดขายได้ไวกว่า SEO เพราะเนื่องจากกลยุทธ์ของทาง SEM นั้นทางเจ้าของธุรกิจจะสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่ให้ความสนใจในตัวสินค้า หรือ การบริการของธุรกิจ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายนี้จะมีโอกาสเกิดการซื้อขายได้มากกว่า เพราะกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้อาจสนใจสินค้าหรือบริการจากธุรกิจของคุณก็เป็นได้เช่นกัน ส่วน SEO จะไม่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเหมือน SEM แต่อย่างใด เพราะว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เพียงแค่ Search  คำที่คุณต้องการ คุณก็จะเจอสินค้าและบริการที่มีความเกี่ยวข้องทันทีที่คุณค้นหา

ด้วยความที่ไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะกลุ่มเป้าหมายนั้นอาจจะไม่ได้สนใจในตัวสินค้าหรือบริการของคุณ และมองข้ามธุรกอตของคุณไปในทันที แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทำยอดขายได้เลย สามารถทำยอดขายได้แต่จะช้ากว่า SEM นั่นเองและ SEM นั้น เห็นผลลัพธ์อันดับบน Google ไวกว่า SEO เพราะการทำ SEO หากคุณหวังกับผลลัพธ์ภายใน 1 เดือน คงจะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะการทำ SEO จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ถึงจะเห็นผลได้ชัด เพราะฉะนั้น หากคุณต้องการเห็นผลอย่างรวดเร็ว ใช้ระยะเวลาที่สั้นในการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google แนะนำให้เลือกกลยุทธ์ SEM  เพราะมันสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการได้ เพียงเท่านี้กลุ่มเป้าหมายของคุณก็จะเห็นเว็บไซต์ของคุณตั้งแต่หน้าแรกของการค้นหา

SEO ประหยัดเงินกว่า SEM
SEO ประหยัดเงินกว่า SEM
  • SEO ประหยัดเงินกว่า SEM

หากคุณทำ SEO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ธุรกิจคุณ Google  จะมีการจัดอันดับเว็บของคุณในตำแหน่งที่ดี ผู้ที่ใช้และเห็นเว็บไซต์ของคุณก็จะมากขึ้น ซึ่งจะต่างจากการทำ SEM ที่คุณต้องการโดยจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Google ตามจำนวนที่ผู้ใช้คลิกเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ โดยจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาจจะถึงหลักร้อยบาท หรือ หลักพันบาทต่อเดือน ทั้งนี้ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า และ มีความยั่งยืนกว่า SEM เพราะการทำ SEM คุณต้องเสียเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาบน Google เมื่อไหร่ก็ตามแต่หากคุณหยุดจ่ายเงิน อันดับเว็บไซต์ของคุณก็จะตกลงไป

เมื่อเทียบกับการทำ SEO แล้ว หากคุณเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ได้ถูกต้องตามหลักของ SEO เว็บไซต์ของคุณก็จะอยู่ในอันดับที่ดี และผลลัพธ์เรื่องอันดับนั้นก็จะมีความยั่งยืน หรือ หากเว็บไซต์ของคุณอันดับตกไปบ้าง แต่อย่างน้อยถ้าคุณทำถูกหลัก SEO เพราะจะมีการอัพเดทเนื้อหาข้อมูลเว็บไซต์อยู่เป็นประจำ และมีเว็บไซต์อื่น ๆ ที่พูดถึงคุณ เป็นอันดับหน้าแรกของ Google คงหนีไม่พ้นคุณอย่างแน่นอน

แต่ทั้งหมดที่กล่าวไปนั้น แท้จริงแล้วคุณควรเลือกทำธุรกิจทั้งสองแบบ ควบคู่ไปด้วยกัน เพราเนื่องจากทั้งคู่มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ถ้าหากใช้ ทั้ง 2 กลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์ จะช่วยให้คุณอุดช่องโหว่ของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าหากเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณอาจจะสูญเสียผลประโยชน์และอาจจะทำให้ธุรกิจของคุณนั้นเติบโตได้