รวมบทความน่ารู้ เกี่ยวกับ Digital Marketing SEO, Google Ads, Web Design บทความภาษาไทย

การสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์ยังไงให้ปังด้วยการใช้ WordPress

การสร้างเว็บไซต์ ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นเครื่องมือทางการชนิดหนึ่ง ที่ช่วยในเรื่องของการทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์ เพื่อให้คุณประสบความสำเร็จ แต่การที่จะสร้างเว็บไซต์ ขายของผ่านทางออนไลน์ นั้นก็จะมีหลายขั้นตอนมากมายที่จะต้องทำการศึกษาเยอะพอสมควร แต่ก็ยังมีเครื่องมือในการช่วยสร้างเว็บไซต์ของคุณให้ออกมาดี และ ตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดีเยี่ยม และ นั้นก็คือ WordPress นั่นเองค่ะ

และวันนี้นิชาก็ได้ทำการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ให้คุณมีเป้าหมายตามที่คุณต้องการให้กับเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้เว็บไซต์คุณนั้นติดอัดอันดับหน้าแรกบน Google นั้นเองค่ะ หรือ ที่หลาย ๆ คนรู้จักเลยนั่นก็คือ SEO ซึ่งเราขอบอกเลยค่ะว่าแค่ทำให้เว็บไซต์ออกมาสวยงามเรื่องนี้อาจจะไม่พอ แต่เว็บไซต์ของคุณจะต้องมีคุณภาพที่ดีด้วยนั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเร็วในการโหลด พร้อมกับเนื้อหาที่น่าสนใจ และ น่าติดตาม รวมถึงการเข้าใช้งานได้แบบสะดวก สบายสำหรับผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์ เป็นต้น

และวันนี้นิชาก็ได้ทำการรวบรวมข้อมูลที่เป็นความรู้เบื้องต้นมาบอกให้กับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ได้ทำความเข้าใจ และเรียนรู้ในเรื่องของการสร้างเว็บไซต์ในการขายของออนไลน์ ผ่านช่องทาง WordPress ให้มีคุณภาพ ซึ่งมี 10 ขั้นตอนดังนี้ค่ะ

รสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์
รสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์

ต้องรู้ค่าใช้จ่ายสำหรับการสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress  

สำหรับต้นทุนที่จะต้องมีซึ่งนั้นก็คือ เงิน และ เวลา สำหรับการสร้างเว็บไซต์เพื่อให้มีคุณภาพ ซึ่งจะมีดังต่อไปนี้ ค่าจดโดเมน จะอยู่ที่ประมาณ 400 – 1,000 บาท ซึ่งก็แล้วแต่ราคา เพราะมันจะมีความแตกต่างกันในการเลือกใช้งาน อาทิเช่น นามสกุล .in.th , com และ net จะอยู่ในราคาประมาณ 400 – 500 บาท , ค่าเช่า Hosting จะอยู่ที่ราคา 1,500 – 3,000 บาท , ค่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ถ้าหากต้องใช้ WordPress ในการทำจะไม่มีค่าใช้จ่าย , ค่าธีม ก็จะอยู่ที่ราว ๆ ประมาณ 2,000 – 2,500 บาท , นามสกุล .co.th ราคาประมาณ 1,000 บาท , ค่าจ้างทำกราฟิคจะตกอยู่ที่ราคา 15,000 – 20,000 บาท ซึ่งส่วนนี้ก็จะเป็นการประเมิณค่าใช้จ่ายแบบคร่าว ๆ ที่ควรรู้เอาไว้เบื้องต้น

เครื่องมือสำหรับการสร้างเว็บไซต์
เครื่องมือสำหรับการสร้างเว็บไซต์

เครื่องมือสำหรับการสร้างเว็บไซต์นั้นจะต้องมีอะไรบ้าง ?

เครื่องมือสำหรับ เป็นตัวโปรแกรมที่เป็นสำเร็จรูปที่มีขึ้นมาเพื่อการสร้าง และ ทำการจัดการในเรื่องของเนื้อหาในโลกอินเตอร์เน็ต หรือ จะอธิบายแบบง่าย ๆ เลยนั่นก็คือ แทนที่คุณจะต้องมาทำการดาวน์โหลด โปรแกรมมาทำการสร้างและออกแบบเว็บไซต์ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ ทำการเขียนโค้ด แต่ CMS นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้แบบโดยตรง ซึ่งนั้นก็แปลว่า เมื่อจะเข้าใช้งานโปรแกรมนี้

คุณก็สามารถเข้าไปใช้งานได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง เข้าใช้งานผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพียงแค่ล็อกอินเข้าสู่ระบบจัดการของ CMS เท่านั้น เพราะทาง WordPress นั้นจะเหมาะสมกับการสร้างเว็บไซต์โดยตรง แทบทุกประเภท เพียงแค่คุณทำการเลือกธีม ให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ และ ตามที่คุณต้องการ นอกจาก WordPress แล้วนั้นก็จะมีอีก 3 ตัวที่เป็นเครื่องมือ เพื่อมาทำงานร่วมกับ WordPress ซึ่งนั้นก็จะเรียกว่า Plugin ที่จะช่วยในเรื่องของการสร้างเว็บไซต์ สำหรับการขายของออนไลน์ และเครื่องมือที่ว่านี้ก็จะมี Theme , Plugin  และ Woocommerce เป็นต้น

วิธีการจด Domain
วิธีการจด Domain

วิธีการจด Domain

Domain คือ เป็นการตั้งชื่อเว็บไซต์ขึ้นมา เพื่อให้คุณจดจำงาน เพราะเนื่องจากไอพีแอดเดรสนั้นมันจดจำได้ยาก และเมื่อเจ้าของเว็บไซต์ทำการเปลี่ยนแปลง ไอพีแอดเดรสผู้ที่เข้าใช้งานนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรู้ หรือ จดจำไอพีแอดเดรสใหม่ แต่ยังคงต้องใช้โดเมนเนมเดิมไปต่อนั้นเองค่ะ

หลักการตั้งชื่อโดเมน หรือ ชื่อเว็บไซต์ ซึ่งจะมีดังนี้

  • ควรตั้งชื่อโดเมนให้สั้น แบบกระชับใจความ เพื่อให้จดจำได้ง่าย
  • ควรตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เท่านั้น !!
  • ตั้งชื่อให้คล้องจองกับสิ่งที่ธุรกิจคุณทำ
  • ห้ามตั้งชื่อโดเมนที่สะกด หรือ พิมพ์ยากจนเกินไป
  • ไม่ควรมีเครื่องหมายขีดอย่างเด็ดขาด
  • เลือกใช้นามสกุล .com เสมอ เพราะคนส่วนใหญ่นั้นมักจะคุ้นเคยกับคำ ๆ นี้ หรือ คุณจะใช้นามสกุลอื่นก็ได้เช่นกัน แต่ห้ามใช้นามสกุลที่มันดูแปลกจนเกินไป
  • วิธีการเลือก Hosting 

Web Hosting คือ รูปแบบในการให้บริการสำหรับผู้ที่เข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างหนึ่ง หรือจะอธิบายได้แบบง่าย ๆ เลยนั้นก็คือ พื้นที่ ที่ช่วยในการจัดเก็บรูปภาพ ไฟล์ และ ข้อมูลต่าง ๆ ฟล์ต่างๆของคุณนั้น ออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อทำให้ประสิทธิภาพของเว็บไซต์คุณนั้นจะดีหรือไม่ Hosting ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเข้ามาใช้บริการ โฮลติ้งนั้นสิ่งที่จะต้องรู้เลยนั่นก็คือ Hosting ที่ทาง WordPress แนะนำนั้นมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้นเองค่ะ

การตั้งค่า namesaver และทำ https

จะต้องเช็คค่า Nameserver ทุกโฮสติ้งจะมีเลขที่ ถ้าหากคุณอยากให้โดเมนของคุณที่จดขึ้นมานั้นแสดงที่โฮลไหน คุณก็ต้องไปตั้งค่าที่ Nameserver ก่อนค่ะ ซึ่งวิธีการเช็ค Nameserver และการตั้งค่าในส่วนของ Nameserver ก็จะมีดังนี้

  • เข้าระบบหลังบ้านของ Hostatom และหลังจากนั้นให้คุณเลือกเมนู บริการของฉัน
  • ดูตรงที่เป็นสีเขียวๆ และทำการคลิกเข้าไปที่ สินค้า/บริการที่ใช้งานอยู่
  • จะเห็นชื่อของ Nameserver ของ โฮล ที่คุณใช้งานอยู่ให้คุณทำการ copy ชื่อ Nameserver เก็บไว้ก่อน เพื่อเตรียมจะเอาไปใส่ที่โดเมน
  • เลือกเมนู โดเมนของฉัน
  • เปิดใช้งาน Let’s Encrypt เพื่อทำเว็บให้เป็น HTTPS 

HTTPS คือ การเข้ารหัสข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของความปลอดภัย คุณสามารถสังเกตเห็นว่าเว็บไหนที่มีการเข้ารหัสเอาไว้ มันจะมีการแสดงรูปแม่กุญแจไว้ที่บน Browser นั้นเองค่ะ ซึ่งก็จะมีวิธีการดังนี้

  • ให้คุณกลับไปที่หน้า Home ของ DirectAdmin
  • เลือกเมนู Advanced Features และคลิกเข้าไปเลือก SSL Certificates
  • ติ๊กเลือกเมนู Use the server’s shared signed certificate.
  • และเลือก Free & automatic certificate from Let’s Encrypt
  • ให้คุณระบุข้อมูลส่วนตัว เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสินแล้วค่ะ

และให้คุณทำการเลือกที่คุณใช้ nameservers ที่มีการกำหนดเอง โดยการเอาชื่อ nameservers ของโฮสคุณ ไปวางไว้ และทำการคลิกเปลี่ยน เรา วางลงไปครับ คลิกเปลี่ยน nameservers ให้เรียบร้อย

วิธีติดตั้ง WordPress บน Hosting
วิธีติดตั้ง WordPress บน Hosting

วิธีติดตั้ง WordPress บน Hosting

การติดตั้ง WordPress และ Hosting นั้นก็จะมีเครื่องมือที่เป็นตัวช่วยที่แตกต่างกันออกไป แต่หลักการก็จะมีรูปแบบคล้าย ๆ กันโดยส่วนใหญ่ แต่ในส่วนขั้นตอนติดตั้ง WordPress บน Hosting นั้นมีอะไรบ้างมาดูกันเลยค่ะ

  • เข้าสู่ระบบหลังบ้านของโฮส
  • ทำการเลือกเมนู บริการของฉัน
  • คลิก เข้าสู่ Direct Admin ที่หน้า Home ของ Direct Admin โดยจะมีส่วนที่เป็นตัวช่วยในการติดตั้ง CMS ต่างๆ ให้คุณเข้าไปคลิกที่สัญลักษณ์ของ WordPress
  • คลิก install now เพื่อเป็นการเริ่มต้นการเข้าสู่หน้าที่คุณจะติดตั้ง WordPress
  • ให้ใส้ข้อมูลในการเริ่มต้นในการติดตั้ง WordPress บนโดเมนที่ต้องการ และ หลังจากนั้นก็ให้คุณคลิกเข้าไปที่ install
  • หลักการเลือก Theme รวมถึงการออกแบบเว็บไซต์ด้วยระดับ ด้วยพรีเมี่ยมธีม

Plugin WordPress ที่เหมาะกับการขายของออนไลน์ ซึ่งจะเป็นตัว Woocommerce นี้เองละค่ะ เพราะธีมที่ควรเลือกซึ่งก็จะมีหลักการที่สำคัญดังต่อไปนี้

  • ควรใช้ธีมที่พรีเมี่ยม หรือ ธีมที่มีการชำระเงิน เพราะว่าการใช้ธีมฟรีนั้นจะมีข้อจำกัดที่เยอะมาก ๆ และ ไม่มีความยืดหยุนใด ๆ ซึ่งจะคล้าย ๆ กับเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป ที่คุณสามารถเลือกปรับแต่งได้ตามใจลำบาก แต่หากเลือกใช้ธีมที่เสียเงิน ในเรื่องของการเข้าใช้งาน จะสามารถยืดหยุ่น ซึ่งคุณสามารถเข้าเลือกปรับได้ทุกอย่างได้แบบอิสระให้ตรงกับความต้องการที่มากกว่า พร้อมทั้งมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา และควรมีการอัพเดทให้ทันกับการเข้าใช้งานของ WordPress ในรูปแบบล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ อัพเดทตาม Woo เวอร์ชั่นล่าสุด (ver.3+) ที่มียอดขายอยู่พอสมควร และควรเลือกธีมที่มียอดขายดี เพราะว่าธีมไหนที่ไม่ค่อยมียอดขายเลย ผู้ที่สร้างธีมขึ้นมาก็จะหนุดพัฒนาธีมนั้น ๆ หรืออัพเดทธีมที่ใช้ในการรองรับ Woocommerce และ WordPress ในเวอร์ชั่นใหม่ ๆ หากมีการเลือกใช้ธีมนั้น ๆ ต่อไปละก็ ก็อาจจะมีความเสี่ยงสูงว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นจะไม่สามารถเข้าใช้งานได้เมื่อมีการอัพเดทนั้นเองค่ะ

ซึ่งการออกแบบเว็บไซต์ด้วยธีมที่เป็นระดับ พรีเมี่ยมธีม เราขอแนะนำว่าเป็น Flatsome นะคะ เพราะจะเป็นธีมที่มีระบบฟังชั่นสมบูรณ์แบบซึ่งจะเหมาะสำหรับการทำเว็บไซต์ ขายของออนไลน์ หรือ ร้านค้าออนไลน์ ธีม Flatsome ซึ่งจะมีเครื่องมือที่จำเป็นในการสร้างเว็บที่แตกต่างกันออกไป หลากหลายไอเดีย สามารถเข้าใช้งานง่าย และเป็นธีมที่ขนาดเล็ก เพื่อชวนให้เว็บไซต์นั้นเปิดได้เร็วยิ่งขึ้นนั้นเองค่ะ

ระบบตะกร้าสินค้า Woocommerce
การสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์ยังไงให้ปังด้วยการใช้ WordPress 9

วิธีการสร้าง ระบบตะกร้าสินค้า “Woocommerce”

Woocommerce จะเป็นตัว ปลั๊กอิน ช่วยในเรื่องของการสร้างระบบร้านค้าออนไลน์ ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งผู้ที่ใช้งานสามารถโหลดตัว ปลั๊กอินนี้มาใช้ฟรี ๆ โดยไม่มีค่ะรรมเนียมใด ๆ เพราะในปัจจุบันนี้สถิติเว็บร้านค้าออนไลน์ทั่วโลก 47% นั้นก็คือเว็บที่มีการสร้างมาจาก Woocommerce โดยใน Woocommerce จะมีรูปแบบฟีเจอร์สนับสนุนการทำงานในเรื่องของการสินค้าออนไลน์อย่างครบรูปแบบ ซึ่งจะได้แก่

  • การตั้งค่าแบบพื้นฐาน และ การติดตั้ง
  • การลงขายสินค้าประเภทต่าง ๆ
  • การสร้างฟอร์มแจ้งชำระเงิน
  • การตั้งค่าในเรื่อของการจัดส่ง
  • การจัดการ order สินค้าต่าง ๆ
  • รวมไปถึงการจัดการเรื่องการสต็อกสินค้า
  • วิธีการดูแลเว็บไซต์ให้มีความปลอดภัย
  • ต้องมีการอัพเดท WordPress , Plugin และ Theme อย่างสม่ำเสมอ
  • ห้ามตั้ง Password และ Username ง่ายจนเกินไป
  • ติดตั้งปลั๊กอินในการรักษาความปลอดภัยเท่าที่จำเป็น
  • เลือกโฮสที่มีความน่าเชื่อถือ
  • Backup ข้อมูล
  • การวัดผลด้วย Google Analytics 
 Google Search Console กับ Google Analytics
Google Search Console กับ Google Analytics

สำหรับเครื่องมือที่ช่วยในการวัดผลต่าง ๆ ก็จะมีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ เลยนั้นก็คือ Google Search Console กับ Google Analytics ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ ก็จะมีลักษณะที่มีการวัดผลที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ที่เข้าใช้งานร่วมด้วยค่ะ

  • Google Analytics จะเป็นเครื่องมือฟรีของ Google ที่จะเป็นตัวช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์นั้นได้มีการเก็บข้อมูลผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับนั้นไปวิเคราะห์แก้ไข และ นำไปปรับปรุงในส่วนงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาด หรือ การซื้อโฆษณา รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนเว็บไซต์ และการหาสิ่งที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้ความสนใจ ในเรื่องของสินค้า และ การให้บริการ รวมถึงเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณ
  • Google Search Console จะเป็นการให้บริการฟรีของทาง Google ที่ช่วยในเรื่องของการดูสถิติคนเข้าเว็บ ที่มีการค้นหาบน Google แบบธรรมชาติ เท่านั้น จะไม่รับรวมกับ Traffic จาก Ads หรือมาจากช่องทาง Social Media นั้นเองค่ะ
ร้านค้าขายของออนไลน์
การสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์ยังไงให้ปังด้วยการใช้ WordPress 10

เป็นยังไงบ้างคะ กับการสร้างเว็บไซต์ร้านค้าขายของออนไลน์ด้วยตนเอง ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ถึงแม้ว่าจะเป็นมือใหม่ก็ตามที่ต้องการอยากจะเป็นนักธุรกิจ หรือ จะเป็นแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์ ที่อยากจะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น หากขั้นตอนไหนที่คุณมีความสงสัยคุณก็สามารถศึกษาค้นหาข้อมูลเองได้ทันที เพราะถือว่าที่กล่าวไปทั้งหมด 10 นั้นก็จะเป็นข้อมูลพื้นฐานเบื่องต้นค่ะ นอกจากความรู้พื้นฐานที่ได้กล่าวไปทั้งหมดนั้น การนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงก็เป็นสิ่งที่สำคัญเอามาก ๆ เลยนะคะ หากต้องการให้เว็บไซต์ของคุณตอบโจทย์ความต้องการในการทำธุรกิจ ก็ต้องมีการลองถูก ลองผิดกันต่อไป เพราะไม่มีหลักการไหนที่จะตรงกับความต้องการได้แบบ 100% อย่างแน่นอนค่ะ

บทความที่น่าสนใจ: การทำ SEO ให้ติดหน้าแรกของ Google ด้วยฝีมือตนเอง ฉบับย่อ 2021

การทำ SEO ให้ติดหน้าแรกของ Google ด้วยฝีมือตนเอง ฉบับย่อ 2021

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization นั่นจะหมายถึง การเขียนเนื้อเรื่องให้ตรงไปตามจุดประสงค์ที่คุณต้องการให้เว็บ Search Engine ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Yahoo, Google และ Bing เป็นต้นค่ะ อ่านต่อ SEO คืออะไร ?

ขั้นตอนต่อไปเรามาดูกันเลยค่ะว่าการที่เราจะทำให้ติด SEO หน้าแรก ๆ นั้นจะต้องทำอย่างไร

การทำ SEO ที่ดีควรเน้นไปในเรื่องที่มีประโยชน์ที่มีผู้ค้นทำการค้นหาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าคนที่เข้ามาค้นหาใน google อาจจะเป็นเพราะว่าจะต้องการข้อมูลใดอย่างหนึ่งถ้าหากคุณสามารถสร้าง Content ที่ตรงประเด็นตรงตามความต้องการของผู้ที่เข้าค้นหาถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก ถ้าหากเข้าต้องการที่จะเข้ามาซื้อสินค้าบางอย่าง เพราะฉะนั้น การทำ SEO ที่ดีควรจะบ่งบอกได้ว่าผู้ที่ทำการค้นหาให้ได้ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีสิ่งที่เขาต้องการอยู่

เพราะการสร้าง SEO จะต้องมีการกำหนด ข้อความสั้น ๆ ที่มีความสอดคล้องกับเนื้อหาที่อยู่ในเว็บไซต์ หรือ ที่มีอยู่ในหน้าเว็บเพจ โดยจะเป็นคำที่คาดว่าผู้ที่เข้ามารับชมเว็บไซต์นั้นจะต้องใช้ในการค้นหาผ่านช่องทาง Search Engine ซึ่งคุณสามารถเพิ่มคีย์เวิร์ด Keyword ได้มากกว่า 1 คำ ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์,ขายของ , เว็บองค์กร เป็นต้น

ส่วนข้อความ Description จะเป็นคำอธิบายรายละเอียด โดยจะมีการย่อในส่วนของเนื้อหาที่มีอยู่ในหน้าเว็บเพจ ว่าเนื้อหานั้น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องใด เรื่องหนึ่งจะเป็นข้อความที่สั้น จะไม่ควรเกิน 255 ตัวอักษร ส่วนข้อความ ที่ดึงจุดเด่นของเนื้อหาขึ้นมา

เว็บไซต์ที่มีการรองรับการเข้าใช้งานผ่านช่องทางโทรศัพท์มือถือ เว็บไซต์ที่ดาวน์โหลดเร็ว นั้นจะมีการจัดการโครงสร้างเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี มีรูปแบบการดีไซน์ที่สวย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการเข้าใจถึงเนื้อเรื่อง และ เนื้อหาในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย และด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวช่วยทำให้ การทำ SEO นั้นให้ติดหน้าแรกของ Google ได้แบบสบาย ๆ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็จะต้องขึ้นอยู่กับเว็บของ Search Engine ด้วยนะคะว่าจะมาจับตัวของ Keyword ให้ไปติด Search ได้เมื่อไหร่ เพราะในปัจจุบันนี้ เว็บไซต์แบบสำเร็จรูปจะมีการออกแบบทำเว็บไซต์ หรือ ใช้ บริการรับทำ SEO มาเพื่อรองรับการตั้งค่าของระบบ SEO ร่วมด้วยค่ะ ซึ่งจะมีดังต่อไปนี้

Website Title
Website Title

Website Title

จะเป็นหัวข้อเรื่องของหน้าเว็บเพจ ที่มีการอธิบานถึงเนื้อหาที่อยู่ในเว็บเพจว่ามันเกี่ยวกับอะไร เรื่องอะไร และมีข้อความ Title ที่มีการแสดงผล ด้านบนสุดของเว็บเพจในตำแหน่งของ Title Bar ควรมี Keyword ของเนื้อหานั้น ๆ ทำการแทรกขึ้นอยู่ด้วย ในส่วนของข้อความ Title นั้นไม่ควรมีความยาวเกินจำนวน 62 ตัวอักษร

Meta Keyword
Meta Keyword

Meta Keyword

เป็นคำ หรือ ข้อความสั้น ๆ ที่มีความชัดเจน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของหน้าเว็บไซต์ หรือ หน้าเว็บเพจต่าง ๆ ซึ่งจะสื่อถึงว่าคุณนั้นขายอะไร โดยจะต้องเป็นคำที่คิดว่าผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณนั้นใช้คำใดในการค้นหาผ่านทาง Search Engine คุณสามารถเพิ่ม Keyword ได้มากกว่า 1 อาทิเช่น กิ๊ฟช็อป เสื้อผ้า เป็นต้น

Meta Description
Meta Description

Meta Description

คำอธิบายรายละเอียด โดยจะเป็นการย่อเนื้อหาที่มีอยู่ในหน้าเว็บเพจ โดยเนื้อหานั้น ๆ จะต้องมีการเกี่ยวข้องการเรื่องใด เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นข้อความสั้น ๆ ที่มีอักษรไม่เกินจำนวน 255 ตัวอักษร ข้อความ Description นั้นจะเป็นข้อความที่ดึงจุดเด่นของเนื้อหานั้นขึ้นมา

Google Verify Code

จะเป็นตัวรหัวที่ทำการยืนยันผ่านทางเว็บไซต์สำหรับผู้ที่ทำการติดตั้ง Google Search Console เพื่อมีไว้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อดูข้อมูลต่าง ๆ ของทางเว็บไซต์นั้นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นการทำ SEO ฉบับย่อ 2021 ที่จะช่วยให้ทุกคนที่เข้ามาอ่าน นั้นได้เกิดความเข้าใจที่ง่าย ไม่มีความซับซ้อน แต่ถ้าต้องการแบบ ฉบับที่เต็มรูปแบบ แบบจัดเต็มคุณสามารถทำการค้นหาผ่านทาง Google ได้ทันที

บทความแนะนำ: หลักการทำ SEO ในคีย์เวิดร์ที่มีการแข่งขันสูง แล้วจะทำยังไง ? (conditmarketing.com)

หลักการทำ SEO ในคีย์เวิดร์ที่มีการแข่งขันสูง เว็บเล็กก็สามารถสู้กับเว็บใหญ่ได้

การทำ SEO ในขั้นตอนหนึ่งที่จะต้องมีการทำทุกครั้งเพื่อให้เว็บติดอันดับซึ่งนั้นก็คือ การหาคีย์เวิดที่ต้องการทำอันดับ สิ่งที่ต้องทำอยู่ทุกครั้งเลยนั้นก็คือ การหาคีย์เวิร์ดที่ต้องทำให้การติดอันดับนั้นเองค่ะ

ซึ่งการทำคีย์เวิร์ดยอดฮิตที่มีคนทำ SEO นั้นอยากจะทำอันดับนั้นก็คือ High Commercial Intent Keyword เพราะจะเป็นคำที่ใช้โดยคนที่ต้องการหาสินค้าอยู่แล้ว จึงมีโอกาสสูงมากที่ผู้เข้ามาชมเว็บไซต์จะต้องมีการจ่ายเงินการซื้อสินค้า หรือ บริการจากทางเว็บไซต์ แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่สำหรับสินค้าบางชนิด และเว็บไซต์ที่อยู่ในผลการค้นหาของหน้า 1 คีย์เวิดดังกล่าวเลย นั่นก็คือ อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ อาทิเช่น Priceza , Lazada และ Shopee รวมถึงอื่น ๆ เป็นต้น จึงทำให้คีย์เวิรด์เหล่านั้นมีการแข่งขันสูงมากและยากต่อการทำอันดับนั้นเองค่ะ และคำถามนั่นก็คือ หากคุณเป็นเว็บไซต์ขายของ ซึ่งไม่ได้มีทุนมหาศาลแบบคู่แข่งคนอื่น ๆ จะมีวิธีการทำ SEO ไปสู้กับคนอื่นได้อย่างไร ?

ในบทความนี้ จะมีการแชร์เทคนิคการทำ SEO ในการใช้คีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งคุณสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาเพื่อผลลัพธ์ของการทำ SEO ของคุณได้แบบ 100%

หลักการทำ SEO ในคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันที่สูง

หลักการที่ใช้ในการทำ SEO เพื่อทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นมีความแตกต่างและจะดีกว่าคู่แข่ง หรือ จะพูดอีกแบบว่า คู่แข่งนั้นมีจุดอ่อนไหวง่ายซึ่งเราทำตรงนั้นให้ดีกว่า หรือ คุณอาจจะมีคำถามอยู่ในใจว่า เว็บไซต์ของ Shopee กับ Lazada นั้นมีจุดอ่อนอย่างไร ?

คำตอบก็คือ : ส่วนตัวคุณอาจจะคิดว่า ไม่มีอะไรที่จะสมบูรณ์แบบได้แบบ 100% เพราะว่าเว็บไซต์ส่วนใหญ่นั้นถึงแม้ว่าจะแข็งแกร่งในเรื่องของการทำ SEO ด้วยคีย์เวิร์ดที่เป็นคำหลัก แต่มักจะไม่มีการโฟกัส Niche Longtail Keyword แต่อย่างมีขั้นตอนอย่างไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

  • ต้องเลือกคีย์เวิร์ดให้เป็น

ขั้นตอนนี้เป็น สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องทำนั้นก็คือ การเน้นทำอันดับในคีย์เวิร์ดที่เป็น Niche Longtail Keyword เพราะวิธีการเหล่านี้จะหมายถึงแบบเฉพาะเจาะจง ที่มีคำย่อยที่มีการขยายคำหลัก ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ขายชุดหุ้ม รถยนต์ จะมีคำหลักซึ่งนั่นก็คือ “ชุดคลุมเบาะรถยนต์” หรือ “ชุดหุ้มเบาะรถยนต์” เป็นต้น โดยจะมีคำที่เป็นตัว Niche Longtail Keyword นั่นก็คือ

  • ผ้าหุ้มเบาะรถยนต์ ลายการ์ตูน ราคาถูก
    • ชุดคลุมเบาะรถยนต์ แมนยู

และข้อดีของการเน้นคำ ที่ทำให้อันดับใน Niche Longtail Keyword มีอยู่ 2 ข้อหลัก ๆ เลยนั้นก็คือ

  • ปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีความเกี่ยวข้อง “จะง่ายกว่า”

เพราะโดยปกติแล้ว E-commerce ยักษ์ใหญ่ จะมีการมุ่นเน้นในเรื่องของการทำอันดับ แต่ก็ไม่ได้ทำอันดับแบบเจาะจงในตัว Niche Longtail Keyword นั่นเองค่ะ เพราะว่าบางคำ ถ้าหากมีการปรับแต่งขึ้นมา เว็บไซต์ให้เน้นเฉพาะตัว Niche Longtail Keyword ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็คือ Google จะมองว่า เว็บไซต์ของคุณนั้นดีกว่าในแง่ ความเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่มีผู้ค้นหาตามที่ต้องการ

  • มีลักษณะเป็น High Commercial Intent

เพราะเนื่องจาก High Commercial Intent จะเป็นคำวลีที่มีความหมาย แบบเจาะจง ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มีนัยยะเลยนั้นก็คือ จะมีการถูกใช้โดยผู้คนที่ให้ความสนใจในสื่อนี้อยู่แล้ว จึงเป็นตัวคีย์เวิรด์ที่มีการเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้าได้อย่างง่ายดาย

  • 1 เว็บเพจ แต่หลากหลายคีย์เวิร์ด

เรื่องต่อมาที่อยากแนะนำให้ทุกคนเข้าใจเลยนั่นก็คือ ปรับแต่งให้หนึ่งเว็บเพจให้ปรากฎขึ้นในการค้นหาของหลากหลายคีย์เวิร์ด ยกตัวอย่างเช่น จะต้องมีการทำอันดับ 3 Keyword ซึ่งนั้นก็คือ Keyword A หรือ B หรือ C ซึ่งสิ่งที่ทำลงไปนั้น ก็คือ การปรับแต่งให้มีการค้นหาตัวคีย์เวิร์ด A B หรือ C ซึ่งคนจะพบเห็นเว็บเพจรูปแบบเดียวกัน ปรากฏขึ้นในผลกาค้นหาของ Google

คำถามก็คือ ทำไมจะต้องทำแบบนั้นด้วยละ

คำตอบ : ที่จะต้องทำแบบนั้นก็เป็นเพราะว่า เราต้องมีความพยามที่จะต้องเพิ่มจำนวนปริมาณให้มีคนเข้ามาชมเว็บเพจ ให้มากที่สุด เพราะปริมาณคนที่เข้าชมเว็บไซต์นั้น ก็เป็นหนึ่งปัจจัยในการที่ google จะใช้การตัดสินว่าเว็บเพจนั้นจำเป็นต้องการของผู้ค้นหาข้อมูลหรือไม่เพื่อให้คุณเข้าใจได้มากขึ้นกว่าเดิม ขอยกตัวอย่างหนึ่งตัวนะคะ การทำ SEO ของทั้ง 2 เว็บไซต์นั้นจะมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีทั้ง 2 เว็บไซต์ที่ต้องการให้อันดับใน 3 Keywordที่เหมือนกันนั้นเองค่ะ

  • การทำ User Signal ให้ดี

User Signal คือ ค่าที่มีการสะท้อนในเรื่องของประสบการณ์ของผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์จะทั้งหมด 3 ค่า ดังนี้

  • Time On Site คือ เวลาของคนที่เข้ามาใช้งานเว็บเพจ
    • Bounce Rate คือ สัดส่วนคนที่เข้ามายังหน้าใดหน้าหนึ่งของเว็บ เพียงแค่หน้าเดียวเท่านั้น!! และไม่คลิกไปหน้าไหนต่อเลยค่ะ **ยิ่งน้อยยิ่งดี***
    • Click Through Rate (CTR) คือ อัตราจำนวนการคลิกผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์

เพราะฉะนั้น หากทำเว็บไซต์ขึ้นมาคุณจะต้องมีทั้ง 3 ข้อข้างต้นนี้ด้วย ยิ่งมียิ่งดี และยิ่งได้รับโอกาสที่จะขึ้นมาอยู่ที่หน้า 1 ยิ่งมาก เพราะตัว Google จะมองว่า เว็บไซต์ของคุณนั้นมีการสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์ มันจะสะท้อนให้เห็นค่ะว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน

จุดอ่อนหนึ่งอย่างของ E-commerce ยักษ์ใหญ่ คือ 99% นั้นก็คือ

เว็บเพจผู้ที่ทำการขายสินค้า จะมีลักษณะเป็น Template ซึ่งนั้นก็คือ จะมีโครงสร้างเนื้อหาที่จะไม่เหมือนกัน และจะไม่มีการปรับแต่งไปอย่างเป็นอิสระ ซึ่งจุดนี้เป็นข้อที่ได้เปรียบ เพราะคุณนั้นสามารถใส่รายละเอียด และ รูปแบบการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์เพจได้แบบเต็มที่ เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีของผู้ที่เข้ามารับชมให้มากกว่าคู่แข่งคนอื่น ๆ ซึ่งจะมีเทคนิคการเพิ่ม User Signal ที่แนะนำ ได้แก่

  • การเขียนหัวข้อที่มีความน่าสนใจ หรือ ดึงดูดชวนให้คลิก
    • พยายามเขียนหัวข้อของเว็บเพจให้มีการโน้มนาว ความน่าสนใจ และมีการดึงดูดการคลิกเข้ารับชม เพื่อทำให้ค่าของ CTR สูงขึ้น
    • วิธีการเขียนหัวข้อที่ดีนั้น เราขอบอกก่อนเลยนะคะว่าหัวที่จะบอกนั้นผู้อ่านกำลังจะได้อ่านเรื่องอะไร และให้คุณค่าอะไรบ้างแก่ผู้ที่เข้ามาอ่าน เพราะถ้าหากรู้แล้วว่าอ่านแล้วมีประโยชน์ คนมักจะสนใจคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์นั้น ๆ นั่นเองค่ะ
  • การสร้าง Quality Backlink

Quality Backlink คือสิ่งที่ได้รับมาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ และ มีคุณภาพที่สูง

ซึ่งจากการเก็บข้อมูลมาเป็นแรมปี เราได้พบว่า Quality Backlink อ่านต่อ Backlink คืออะไร ? เป็นสิ่งที่มีผลต่ออันดับซึ่งจะมรนัยที่สำคัญ หากเว็บไซต์ของคุณได้รับ Quality Backlink แบบต่อเนื่อง อันดับผลในการค้นหาก็จะพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดนนั้นเองค่ะ โดยจะมีหลักการสร้าง Quality Backlink ซึ่งจะมี 3 ข้อหลัก ๆ ดังนี้

  • คุณภาพต้องมาก่อนปริมาณ

เพราะเนื่องจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่นั้นจะมีการใช้ Backlink จำนวนเยอะมาก ซึ่งคุณไม่ควรแข่งขันในเรื่องของปริมาณ เพราะคุณอาจจะแพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้วค่ะ แต่คุณควรเน้นในเรื่องของคุณภาพมากกว่า

  • เลือกเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้อง (Relevance)

ควรมีการติดตั้ง Backlink จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งที่มีเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ของคุณนั้นมีการชายชุดคลุมเบาะรถยนต์ หากมีการได้รับ Backlink จากเว็บไซต์เกี่ยวกับรถยนต์ หรือ เครื่องประดับรถยนต์ ซึ่งแบบนี้จะถือว่ามีความเกี่ยวข้องร่วมด้วย และส่วนข้อดีของมัน ก็คือ การสร้างลิ้งค์ในการทำเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องนั้น จะมีโอกาสสูงมากที่คนส่วนมากคลิกเข้ามาชมเว็บไซต์แบบเป็นธรรมชาติเพราะเว็บไซต์ของคุณนั้นมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ชมเข้าต้องการ ซึ่งแบบนี้จะเป็นการเก็บข้อมูลที่มีการพบว่า Backlink ที่ได้รับการคลิกเข้ามาแบบเป็นธรรมชาตินั้นจะดีมากที่สุด และนี่ก็คือทีเด็ดเลยค่ะ เพราะจะเป็นการส่งผลที่ดีต่ออันดับเป็นอย่างมาก

  • เลือกเว็บไซต์ที่ดี และมีความน่าเชื่อถือที่สูง “High Authority”

Authority คือความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ยิ่งถ้าหากมี Backlink จากเว็บไซต์ที่ได้คุณภาพนั้นก็จะมีความน่าเชื่อถืออย่างมาก เพราะโอกาสที่เว็บไซต์คุณจะขึ้นสู่เข้าหน้า 1 จะยิ่งมากกว่าเท่านั้น

ทำไมถึงต้องทำ SEO แล้ว SEO มีความสำคัญอย่างไร ?

SEO หรือชื่อเต็มของมันก็คือ Search engine optimization อ่านต่อที่ SEO คืออะไร ? ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่พยามช่วยในเรื่องของการเพิ่ม Traffic ที่มีคุณภาพ เข้ามาสู่เว็บไซต์ของคุณ จากช่องทาง Search Enigne ต่าง ๆ พร้อมทั้งวิธีการต่าง ๆ เพราะตามปกติแล้วเว็บไซต์ที่มีการปรากฏขึ้นมาอยู่ใน Search Enigne ที่เป็นอันดับแรก ๆ จะถูกมองว่าเว็บไซต์นั้นมีความน่าเชื่อถืออย่างมาก และมีการคลิกเข้ามาบ่อยกว่าเว็บไซต์ที่อยู่ช่วงล่าง ๆ หรือ อยู่หน้าถัดไป เพราะโดยปกติแล้วเป้าหมายของการทำ SEO นั้นจะอยู่ได้หลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็น การค้นหาของวีดีโอ หรือ การค้นหารูปภาพ แต่สิ่งที่คนเราส่วนมากจะนำใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมากที่สุดเลยนั่นก็คือ Web Search นั่นเองค่ะ หรือ เราจะพูดง่าย ๆ นั่นก็คือ SEO ก็คือการทำสงครามศึกระหว่าง WebMaster ทั้งหลาย เพื่อเป็นการชิงตำแหน่งที่สูง ของผลลัพธ์จากการค้นหาของ Search Engine และชื่อต่าง ๆ นั้นก็จะมี Keyword เป็น อาวุธนั่นเองค่ะ

การที่จะทำให้เว็บไซต์ของเจ้าของธุรกิจ หรือ ธุรกิจของคุณเจริญเติบโต จะต้องมีการทำ SEO เพิ่มด้วย        

ในการสร้างเว็บไซต์ หรือ ทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้คนเข้ามาเยี่ยมชม หรือ เกิดความสนใจของธุรกิจที่คุณกำลังทำอยู่นั้น จะต้องมีการทำ SEO เพิ่มด้วยค่ะ ซึ่งการทำ SEO นั้นจะเป็นการเพิ่มให้มีการโฆษณาของการขายสินค้าของคุณให้มีความเจริญเติบโตของธุรกิจ จะต้องมีการทำ SEO เพื่อให้การโฆษณาในการขายสินค้าแบรนด์คุณ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และในส่วนจากการค้นหาของ Search Engine นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยนะคะ เพราะคุณจะต้องอาศัยความพยามอย่างมาก ซึ่งจะมีข้อหลักการทั่ว ต่าง ๆ ซึ่งมีดังนี้

การเลือกชื่อโดเมน “Domain Name”
การเลือกชื่อโดเมน “Domain Name”
  • การเลือกชื่อโดเมน “Domain Name”

ต้องเลือกชื่อที่มีความเกี่ยวช้องกับเนื้อหาของทางเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น : เว็บไซต์ที่มีการเลือก “Domain Name” ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหานั้นก็คือ https://conditmarketing.com/ ซึ่งตัวเว็บไซต์ก็จะมีเนื้อหาที่มีความสดอดคล้องเกี่ยวกับ Digital Marketing ทำการตลาดออนไลน์ นั่นเองค่ะ

มีการอัพเดทเนื้อหาอยู่บ่อย ๆ
ทำไมถึงต้องทำ SEO แล้ว SEO มีความสำคัญอย่างไร ? 21
  • มีการอัพเดทเนื้อหาอยู่บ่อย ๆ

ในการอัพเดทเว็บไซต์ให้ทันต่อยุคต่อสมัย ยกตัวอย่างเข่น ในปัจจุบัน 2021 นี้ ก็จะมีการทำให้ตัวเว็บไซต์นั้นมีการรองรับแบบโมบาย ซึ่งจะทำให้ Search Engine ได้รับข้อมูลใหม่ ๆ ของทางเว็บไซต์อยู่บ่อย ๆ เพราะโดยปกติแล้ว Search Engine จะชื่นชอบเว็บไซต์ที่มีการเพิ่มเนื้อหาเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ มากกว่าเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

Backlink
Backlink
  • หาลิงค์จากเว็บไซต์ที่อยู่ภายนอก

การที่มีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันนั้น ย้ำเลยค่ะว่าเนื้อหานั้นจะต้องมีความสอดคล้องและต้องมีความเกี่ยวข้องกัน มิฉะนั้น Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์ ที่คุณลิ้งค์เข้าไปนั้นไม่ได้คุณภาพ หรือ ไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับเนื้อหา แต่ในเว็บไซต์ที่มันมี indexed อยู่นั้น สิ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีค่าลดลงในสายตาของ Search Engine อ่านต่อ Backlink คืออะไร? และมีความสำคัญต่อ SEO อย่างไร ? มีคำตอบให้

  • ห้ามมีแค่เนื้อหา

ถ้าหากคุณมีเวลามากพอ คุณสามารถทำการอัพโหลดรูปภาพประกอบเนื้อหาเข้าไปในเว็บของคุณ ซึ่งจะดีอย่างยิ่ง เพราะผู้คนที่เข้ามาชมในเว็บไซต์โดยส่วนใหญ่แล้ว จะเห็นตัวหนังสือเยอะมาก ๆ ก็จะเริ่มมีอาการเอียน ซึ่งจะต้องมีรูปภาพเข้ามาเสริมประปราย คนอ่านจะได้มีการพักสายตากันบ้างนั้นเองค่ะ แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีโอกาสไปปรากฏขึ้นในการค้นหารูปภาพของ Search Engine อีกด้วย คุณก็จะได้รับทั้งสองเด้งอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการอัพโหลดไฟล์ วีดีโอ ก็จะยิ่งดี ถ้าหากมีการทำครบก็จะดีอย่างยิ่งเลยค่ะ

ออกแบบเว็บไซต์
ออกแบบเว็บไซต์
  • มีการออกแบบเว็บไซต์ให้มีการเข้าใช้งานง่ายพร้อมทั้งมีความดูดี

ในส่วนของเรื่องนี้การออกแบบเว็บไซต์จะเป็นสี่งที่จำเป็นอีกหนึ่งเรื่องเลยค่ะ คุณลองเข้าไปดูเว็บไซต์ตัวนี้ Wikipedia ดูนะคะว่าเค้าไม่ได้มีการออกแบบที่มากมายแต่อย่างใด เพียงแค่ใช้สีแค่ไม่กี่สี มีรูปแค่ไม่กี่รูป แต่กลับมีความน่าอ่าน คนที่เข้ามาใช้ก็อยากจะใช้อีก แต่มีคงามแตกต่างจากบางเว็บไซต์ ที่มีการใช้สีที่เยอะ รูปเยอะมาก พร้อมทั้งมีการเปลี่ยนรูปตัวชี้เมาส์คุณอีกต่างหาก ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้จะไม่ค่อยมีคนกลับเข้ามาใช้อีกเพราะมันมีความลำบากในการใช้นั้นเอง

บทความแนะนำ: คู่มือการทำ SEO สำหรับมือใหม่ ฉบับล่าสุดในปี 2021

คู่มือการทำ SEO สำหรับมือใหม่ ฉบับล่าสุดในปี 2021

ในการทำ SEO นั้นก็คือ การทำให้เว็บของตนเองให้ติดในหน้าแรก ๆ ของ Google เพื่อเวลาค้นหาบน Google ในตัว คีย์เวิร์ดที่ต้องการ ด้วยวิธีที่มีความถูกต้อง ซึ่งคำนี้ก็จะมีตัวย่อมาจากภาษาอังกฤษว่า Search engine optimization

แนะนำการทำทุกอย่างเพื่อทำให้เว็บของคุณติดหน้าแรก Google

ในบทความนี้ เราก็จะมาพูดถึงวิธีการทำ SEO รวมถึงเทคนิค การทำต่าง ๆ เท่าที่เราเคยทำนะคะ แต่ส่วนมากเราเน้นในเรื่องของการสอนทำ SEO เป็นส่วนใหญ่ เฉพาะเว็บไซต์ที่มีการทำด้วย WordPress เท่านั้นค่ะ ซึ่งวิธีการทำ SEO แบบนี้จะเหมาะกับ นักธุรกิจมือใหม่อย่างมากที่มีการเริ่มต้นการทำ SEO จะผิดหรือถูกก็จะมีการพิจารณาด้วยตนเอง หรือเรามีบริการรับทำ SEO และวันนี้เราก็ได้ข้อมูล พร้อมทั้งประสบการณ์ส่วนตัว จะมีอะไรบ้างไปอ่านต่อกันเลยค่ะ

ขั้นตอนสอนการทำ SEO
ขั้นตอนสอนการทำ SEO

ขั้นตอนสอนการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google

  • ทุกคนจะต้องทราบมาก่อนแล้วค่ะว่า อะไรคือแก่ของ Facebook และ Google

หัวใจทั้งสองของ Platform

  • Facebook ก็จะมี Story , Connecting , Meaningful
  • Google ก็จะมี Information , Accessible , Useful
Google facebook
Google facebook

เราจะเข้าใช้งานเว็บ Google เพื่ออะไร ? แล้วเราเข้าเล่น facebook ต้องการอะไร?

เราเข้าใช้งาน Google เพื่อเป็นการหาคำตอบ แต่ถ้าหากเราเข้าเล่น facebook นั้นเพื่อเป็นการเพื่อความสนุก และ เพื่อเป็นการอวดในเรื่องของบางสิ่งบางอย่างให้คนอื่น ๆ ได้ทราบกัน ซึ่งมันจริงใข่ไหมคะ

Google คืออะไร
Google คืออะไร

Google คืออะไร

Google คือ Search engine เป็นตัวแก่นที่มีการแสดงข้อมูล “information” เพื่อให้ตรงกับสิ่งที่ผู้คนทำการค้นหา และนั่นก็หมายถึง หากคุณจะต้องการให้เว็บไซต์ของคุณมีการติดอันดับอยู่ที่หน้าแรก ๆ นั้นคุณจะต้องมีการสร้างเนื้อหาขึ้นมาให้กับ google ชอบ ซึ่งนั่นก็คือ เป็นข้อมูล (information) ที่มีคำตอบต่อคนที่กำลังต้องการอยากรู้ และ ข้อมูลเหล่านั่น ก็จะต้องเป็นข้อมูลที่มีความเรียบง่าย อ่านแล้วจะต้องมีความเข้าใจ และข้อสุดท้ายนี้ข้อมูลของคุณนั้นจะต้องมีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งนั่นก็คือ การช่วยแก้ไขปัญหา หรือ การให้คำตอบสำหรับคนที่กำลังต้องการสิ่งนั้น ๆ

ซึ่งมันหมายถึง หากคุณจะทำการเขียนบทความใด ๆ ก็ตามลงไปในเว็บไซต์ มิใช่ว่าคุณนั้นอยากจะนึกเขียนอะไรขึ้นมาก็ได้ แต่คุณควรมีการเขียนแบบสิ่งที่เป็นข้อมูล และ มีคนอยากจะคลิกเข้ามาอ่านแบบจริง ๆ เท่านั้น ถ้าหากว่าคุณนึกอยากจะเขียนอะไรตามใจตนเองไปเรื่อย ๆ แต่ไม่มีการส่งผลให้ในเรื่องของการติดอันดับที่หน้าแรกของ เว็บคุณเลย คุณก็จะเสียเวลาไปแบบเปล่า ๆ ในการเขียนบทความ เพราะฉะนั้น การเขียนบทความตามใจตัวเอง โดยไม่มีการสนใจเลยว่า จะมีคนอยากรู้หรือไม่นั้น คุณก็จะเสียเวลาไปเปล่า ๆ และไม่มีผลต่อการติดแต่อย่างใด

คุณจะต้องทราบก่อนค่ะว่า Google นั้นมีเกณฑ์อะไรบ้าง ในการจัดลำดับเว็บไซต์ เนื่องจากเว็บไซต์ทั้งโลกนั้นมีเป็นล้าน เป็นแสน เว็บหากทาง Google ไม่มีการสร้างเงื่อนไขใด ๆ ขึ้นมาเลย ในเรื่องของการจัดอันดับเว็บเพื่อให้ติดที่หน้าแรกไว้ แต่เมื่อมีคนที่กำลังทำการค้นหาคำตอบด้วยตัว keyword เขาอาจจะไม่ได้รับคำตอบตามที่ต้องการ พวกเขาก็จะเลิกใช้งาน google ทันทีทันใด ซึ่งนั้นจะหมายถึง Google จะต้องมีการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์เว็บไซต์ทั่วทั้งโลก และจะมีการดึงเฉพาะเว็บไซต์ที่มีข้อมูลที่ดีที่สุดเข้ามาแสดง เท่านั้น !!

เพื่อให้คำตอบต่อผู้ที่อยากจะได้รับข้อมูลสิ่งเหล่านั้น และทำให้ผู้คนทั้งโลกอยากใช้ google เพื่อเป็นตัวช่วยในการค้นหาเพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุด แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะเรียกได้เลยค่ะว่า คุณนั้นสามารถทำให้ผู้คนเข้ามาใช้งาน google และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันนั้นเองค่ะ

หากอยากมีการทำให้ลำดับของตนเองติดหน้าแรก ๆ Google คุณจะต้องทำเว็บไซต์ของคุณนั้นให้ผ่านเกณฑ์ที่ Google กำหนดให้ได้เท่านั้นเองค่ะ

ต่อมาเรามาดูกันต่อเลยนะคะว่า เกณฑ์ต่าง ๆ ที่ทางเว็บไซต์ google นั้นได้มีการวางเอาไว้นั้นมีอะไรบ้าง?

Mobile Friendly
Mobile Friendly

หลักเกณฑ์ข้อที่ 1 Mobile Friendly

จะเป็นหลักเกณฑ์ที่ใหญ่สุด ในการเข้าเว็บไซต์หน้าใหม่ ๆ ตามที่คุณต้องการติดลำดับหน้าแรกและนั่นก็คือ จะต้องเป็นเว็บที่เป็น Mobile Friendly เท่านั้น  เพราะว่าตัวเว็บนั้นจะต้องมีการแสดงผลต่าง ๆ ได้ในทุก ๆ อุปกรณ์ เท่านั้นผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น แต่เว็บอื่น ๆ นั้นก็จะมีอันดับที่ติดหน้าแรกอยู่แล้ว หากไม่มีการพัฒนา หรือ ปรับตัว ก็อาจจะมีคู่แข่งที่มีการนำเสนอข้อมูล หรือ มีคำตอบที่มีผลใกล้เคียงกันกับเว็บที่ไม่ได้เป็น Mobile Friendly ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการถูกปรับอันดับลดลงมาก แล้วมีการแทนที่ด้วยเว็บหน้าใหม่ ๆ ที่มีการแส้งผลได้ดีผ่านทางมือถือ เพราะถ้าหากคุณไม่มีการปรับตัวใด ๆ หรือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันต่อโลก ในไม่ช้าโลกก็จะมีการบังคับให้คุณทำการเปลี่ยนบัญชีอยู่ดีค่ะ

เขียนบทความให้มีคุณภาพ
เขียนบทความให้มีคุณภาพ

หลักเกณฑ์ที่ 2 ต้องเขียนบทความให้มีคุณภาพ

อะไรคือบทความที่มีคุณภาพในความหมายของ Google ซึ่งจะเป็นสิ่งที่คุณจะต้องค้นหาคำตอบให้ได้ แต่ในมุมมองความเป็นจริงนั้น คุณไม่ต้องคิดอะไรให้เยอะแยะมากมาย เพราะมันมีเงื่อนไขในการเรียบเรียงบทความ หรือ มีการเขียนหนังสือนั้นเองค่ะ หากคุณมีการสังเกตแบบดี ๆ บางเว็บที่เขาติดอันดับหน้าแรก ผู้ที่ทำกรสร้างเว็บด้วยตนเองอาจจะไม่รู้วิธีการทำ SEO อะไรมากมาย แต่สิ่งที่พวกคุณจะต้องมีเลยนั้นก็คือ จะต้องรู้วิธีการเขียนหนังสือ เพื่อให้มีความน่าสนใจ ได้ประโยชน์จากการอ่าน และจะต้องมีคำที่อ่านง่าย

เพื่อให้บทความของคุณนั้นมีคุณภาพ เพราะในความหมายของทาง google นั้นจะเป็นรูปธรรมที่มากขึ้น ซึ่งคุณอาจจะต้องงมีเครื่องมือเป็นตัวช่วยในการเช็คสักนิดนึง เพราะเครื่องมือที่จะใช้ในการเช็คลิสต์บทความของคุณคุณมีคุณภาพหรือไม่ หากคุณจะใช้ปลั๊กอินที่มีชื่อเรียกว่า Yoast Seo ซึ่งตัวปลั๊กอินตัวนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรก แต่มันอาจจะช่วยในเรื่องของการ เช็คลิสต์โครงสร้างเนื้อหาหน้าเว็บของคุณให้ดีพอ และจะต้องดีในรูปแบบที่ google จะต้องชอบด้วยนั้นเองค่ะ

สรุปคือเมื่อคุณมีการใช้ปลั๊กอินตัวนี้เข้ามาช่วยในเรื่องของการตรวจเช็คบทความแล้ว เขาจะมีสัญญาณไฟเพื่อแจ้งให้คุณได้รับรู้เลยค่ะ ว่า แบบสัญญาณไฟจราจร นั่นก็คือการที่ทำให้บทความของคุณนั้นมีไฟเขียวติดนั่นเองค่ะ

เว็บไซต์
เว็บไซต์

หลักเกณฑ์ที่ 3 ที่ใช้บนเว็บไซต์

คุณจะต้องทำให้คนที่เข้ามาอยู่ในเว็บไซต์ของคุณนั้นให้นานมากที่สุด สมมุตินะคะว่าเว็บที่มีข้อมูลใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเว็บเที่มีความสามารถทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นั้นอยู่ได้นานมากกว่า ก็จะได้รับคะแนนมากกว่า ซึ่งนั้นจะหมายความว่า เว็บที่มีข้อมูลใกล้เคียงกันคุณตองการให้ผู้ที่เข้ามาอยู่บนหน้าเว็บไซต์คุณได้นาน ๆ ในเนื้อหาบทความของคุณจะต้องมีประโยชน์ และจะต้องมีความยาวแบบพอสมควรโดย trick เล็กน้อย และวันนี้เราก็อยากจะมาแนะนำหากต้องการทำให้คนเปิดหน้าคุณได้นาน ๆ เลยนั่นก็คือ เขียนบทความประเภท how to แบบเป็นขั้นตอน

หรือจะเรียกอีกอย่างว่า Evergreen content พอคุณทำการเขียนในเนื้อเรื่องแบบนี้แล้ว คุณก็จะทำให้คนนั้นสามารถเข้าทำได้แบบเป็น และก็จะทำให้ไปเปิดหน้าเว็บเราค้างเอาไว้ และหากทำตามสิ่งเราได้นำมาแนะนำแบบเรื่อย ๆ ถ้าคุณมีความสามารถทำแบบนี้ได้ รับรองเลยค่ะว่า Google ก็จะมองว่าเว็บของคุณนั้นมีเนื้อหาที่มีคุณภาพ และทาง Google ก็จะพาไปอันดับเว็บไซต์ที่คุณนั้นสามารถไต่ปอันดับสูง ๆ ได้

จำนวนผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์
จำนวนผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์

หลักเกณฑ์ที่ 4 จำนวนผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ

หากมีเว็บที่ทำ keyword แบบเดียวกันกับคุณ หรือ ทำทุกอย่างโดยผ่านเกณฑ์ที่เหมือน ๆ กัน ทาง Google เขาจะใช้เกณฑ์สถิติจำนวนผู้ที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณจะเป็นเกณฑ์ในการการจัดอันดับ ให้ดูว่าเว็บไซต์ไหนควรอยู่อันดับเป็นต้น ๆ หรือ จะต่ำกว่ากัน แต่ในมุมมองความคิดเห็นส่วนตัวของเราเลยนั้นก็คือ เราเชื่อเสมอค่ะว่า Google นั้นจะเน้นในเรื่องของคุณภาพมากกว่า การเน้นเรื่องปริมาณ ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณสามารถนำพาคนเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณได้ แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยค่ะ ถ้าหากคนรที่เข้ามายังเว็บไซต์ แล้วไม่มีการหยุดอ่าน หรือ เสพบทความของคุณเลย นั้นก็คือการเข้ามาแล้วก็ทำการอ่าน ๆ และก็ปิด เพราะนั้นเราจะต้องมีการสร้าง Traffic เพื่อนำคนเข้ามาในเว็บแบบเว็บที่ดัง ๆ ไม่ได้ แต่สิ่งที่พวกคุณนั้นจะสามารถทำได้เลยนั่นก็คือ การเขียนคอนเทนต์ ขนาดยาวและมีคุณภาพ เพื่อช่วยให้คนที่เข้ามาอ่านนั้นได้ประโยชน์ และ ทำให้พวกเขานั้นอยู่บนเว็บไซต์ของคุณได้นานมากที่สุด

และเราเชื่อว่าตัว Google นั้นฉลาดมาก ๆ ในเรื่องของการแยกยะ ว่าบทความไหนดี หรือ ไม่ดี และหน้าที่ของคุณนั้นก็คือ ต้องมีการเขียนบทความดี ๆ ส่งไปยังใน Google เพื่อให้ทาง Google ทำการอ่านอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็รอให้เวลากับเขาเพื่อจัดอันดับเว็บให้คุณ ถ้าหากเนื้อหาของเว็บไซต์คุณดีจริง แปป ๆ อันดับของคุณก็จะติดที่หน้าแรกนั้นเองค่ะ

แนะนำบทความ เว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ควรที่จะมีลักษณะอย่างไร ? มาคุยกันได้ (conditmarketing.com)