รวมบทความน่ารู้ เกี่ยวกับ Digital Marketing SEO, Google Ads, Web Design บทความภาษาไทย

ก่อนทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มว่า Search Engine นั้นคืออะไร

ถ้าหากคุณคือคนหนึ่งที่กำลังมีความสงสัย และอยากทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับแรก ของหน้า 1 ของเว็บ Google เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และในบทความนี้จะออกมาชี้แจ้งให้ทุกคนได้ทราบถึงความสำคัญของการทำ SEO แล้ว และเราก็ยังจะบอกวิธีการให้คุณนั้นสามารถทำ SEO ด้วยตนเองเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับหน้าแรก Google ได้อีกด้วย หรือถ้าจะไปจ้างเอเจนซี่ คนอื่น ๆ ให้ทำ SEO คุณก็จะเข้าใจและจะพูดคุยกับเขาได้รู้เรื่องหากคุณพร้อมไปเริ่มกันได้เลยค่ะ เราขอขยายความถึงเรื่องพื้นฐานของสิ่งที่ทำให้คุณต้องทำ SEO กันดีกว่าและที่เรากำลังจะพูดถึงต่อจากนี้นั้นก็คือ Search Engine

Search Engine หมายถึง
Search Engine หมายถึง

Search Engine หมายถึง

หากมีการแปลในส่วนของคำนี้ก็จะแปลออกได้ว่า “เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการค้นหา” ต่าง ๆ ให้คุณลองจินตนาการดูนะคะว่าในปัจจุบัน 2021 นี้ไม่มี Search Engine เอาไว้ให้คุณเข้าใช้งานในขณะที่บนโลกออนไลน์ก็จะมีเว็บไซตืแบบนับล้าน ซึ่งคุณสามารถค้นหาสิ่งที่คุณต้องการได้ แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ Search Engine จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งเว็บไซต์ วีดีโอ รูปภาพ และอื่น ๆ บนอินเตอร์เน็ตทั้งหมด เพื่อขึ้นมาแสดงผลการค้นหาคำ “Keyword” ที่ผู้ใช้ทำการใส่เข้าไป

Search Engine มีอะไรบ้าง?

                แน่นอนว่าชื่อแรกที่คุณจะทำการนึกถึงเลยนั้นก็คือ Google แต่นอกจานนั้นก็ยังมี Search Engine อื่น ๆ อีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Bing, Ask , Yahoo หรือ อื่น ๆ ซึ่งจะเป็นของจีนอย่างเช่น Baidu Search เป็นต้น

การทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มมีอะไรบ้าง ?
การทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มมีอะไรบ้าง ?

การทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มมีอะไรบ้าง ?

อันที่จริงแล้วในการทำ SEO นั้นคุณจะต้องทราบในส่วนของการอาศัยองค์กรความรู้ต่าง ๆ ในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของความรู้พื้นฐานที่มีการเชื่อมโยงเกี่ยวกับเว็บไซต์ แต่อาจจะไม่ถึงขั้นตอนเขียนโปรแกรมเป็นแต่จะต้องรู้และเข้าใจองค์ประกอบภาษา HTMLว่ามีส่วนประกอบที่สำคัญอะไรบ้าง เพราะองค์ประกอบของหน้าเว็บไซต์ทั่ว ๆ ไป นั้นจะมีส่วนที่สำคัญใหญ่ ๆ นั้นจะมีอยู่ทั้งหมด 3 ข้อ นั้นก็คือ Header, Body และ Footer

  • Header คือ

จะเป็นบริเวณด้านบนสุดของหน้าเว็บเพจซึ่งจะเป็นส่วนที่ใช้สำหรับในการแสดงชื่อเว็บไซต์ โลโก้ของคุณไปยังแถมเมนู “Navigation Bar” ที่คุณนั้นจะสามารถใช้ลิ้งค์ข้ามไปยังหน้าอื่น ๆ บนเว็บไซต์ของคุณได้ อีกทั้งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่คุณสามารถกำหนด Title ของทางเว็บไซต์ของคุณจนรวมไปทั้งสไตล์ต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ทั้งหมด

  • Body คือ

เป็นส่วนกลางของทางเว็บไซต์ซึ้งจะเป็นพื้นที่สำหรับการใส่ข้อมูล เนื้อหาต่าง ๆ อาทิเช่น “Content” ต่าง ๆ ที่คุณต้องการ ประกอบไปด้วยตัวหนังสือของบทความนั้น ๆ และจะมี รูปภาพ วีดีโอ รวมไปถึง ตารางข้อมูล อื่น ๆ ด้วย

  • Footer คือ

ในส่วนล่างสุดของทางเว็บไซต์นั้นจะมีไว้สำหรับการใส่ลิ้งค์เข้าไปเพื่อให้เข้าไปสู่หน้าอื่น ๆ จนรวมไปถึงข้อมูลเฉพาะต่าง ๆ ที่อาจจะไม่ได้สำคัญมากเท่าไหร่ ข้อมูลเพิ่มเติมจากทางหน้าเว็บไซต์ รวมไปถึงที่อยู่สำหรับการติดต่อ ในส่วนของลิขสิทธิ์ คำแนะนำ และ อื่น ๆ คุณก็สามารถนำมาใส่ในส่วนนี้ได้ทันที

ในส่วนของ ** Footer** นั้นจะมีหรือไม่มีบนเว็บไซต์ของคุณก็ได้ค่ะ

บทความน่าสนใจ: การทำ SEO ให้ติดหน้าแรกของ Google ด้วยฝีมือตนเอง ฉบับย่อ 2021

การเลือก “โฮสติ้ง” สำหรับสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress

การเลือกผู้ให้บริกาด้าน WordPress ที่มี “โฮสติ้ง” ที่มีความน่าเชื่อถือ          

ข้อนี้เราจะถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ที่ทุกคนจะต้องทำการพิจารณาในการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาด้วย WordPress หรือจะเรียกอีกอย่างว่า CMS อื่น เพราะทุกคนคงยังไม่อยากเจอปัญหาหลังจากที่คุณ ลงทุน สร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองแต่กลับปรากฎว่า “โฮลติ้ง” นั้น ที่เข้าใช้บริการมีระบบที่ล่มบ่อย โหลดช้า แก้ไขปัญหาทางเทคนิคให้คุณไม่ได้ หรือ บริการลูกค้าไม่ดีเท่าที่ควร และนอกจากนี้จะทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นเข้าใช้งานไม่ได้ จึงทำให้เสียลูกค้าไป เสียโอกาสในการขายของ และยังต้องมานั่งเสียเวลาในการแก้ไขปัญหา หรือ ย้ายไปหาผู้ให้บริการเจ้าใหม่

การที่เว็บไซต์ของคุณนั้นมีการโหลดช้า หรือ โหลดเร็ว แต่ปัจจัยหลักนั้นก็จะมาจากคุณภาพของทางเว็บไซต์ของคุณนั้นเองค่ะ ที่เป็นตัวหลักนั้นก็คือ “โฮสติ้ง” ไม่ว่าจะเป็นสเปคของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ หรือ การตั้งค่า “โฮสติ้ง” สำหรับการเข้าใช้งานกับเว็บไซต์ WordPress เฉพาะ และการที่ทางเว็บไซต์ของคุณนั้นมีการโหลดช้าจนทำให้เสียผู้เข้าชม ซึ่งจะส่งผลให้อันดับของคุณใน Search engine ใน Google อีกด้วย แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไร ? ว่าผู้ให้บริการเจ้าไหนที่มีความน่าเชื่อถือ ? ซึ่งคุณสามารถเข้าไปอ่านรีวิวต่าง ๆ ได้ตาม Blog ต่างได้ แต่ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่ใช้สำหรับ WordPress โฮสติ้ง ทาง “WordPress.org นั้นเองเราขอแนะนำว่าให้ไว้ 3 ที่ ซึ่งนั่นก็คือ SiteGround , BlueHost และ DreamHost เป็นต้น เพราะทั้ง 3 ที่มีการออแบบมาแบบนี้ก็เป็นเพราะออกแบบมาเพื่อ โฮสติ้ง ของ WordPress โดยเฉพาะ ส่วนสเปคของเซิร์ฟเวอร์นั้นก็จะมีการครอบคลุมสเปคขั้นต่ำที่ทาง WordPress ต้องการ ผู้ที่ใช้สามารถเข้าไปติดตั้ง WordPress ได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ WordPress โดยเฉพาะเรื่องของการให้ความช่วยเหลืออตลอด 24 ชั่วโมง

Server สำหรับทำ WordPress
Server สำหรับทำ WordPress

สเปคขั้นต่ำของการใช้ Server สำหรับทำ WordPress

เว็บ Hosting แพคเกจที่มีการรองรับการติดตั้งการเข้าใช้งานของ WordPress 5.3 ซึ่งจะต้องมีสเปคที่เป็นขั้นต่ำที่มี ดังนี้

  • PHP Version 5.6.20 ขึ้นไป
  • มีฐานข้อมูล MySQL 5.0 ขึ้นไป

นอกจากสเปคขั้นต่ำแล้ว WordPress ก็ยังมีสเปคที่เป็น Server ที่ทาง WordPress มีการแนะนำ เพื่อเข้าใช้งาน WordPress ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด

  • PHP เวอร์ขั่น 7.3 ขึ้นไป
  • มีฐานข้อมูล MySQL Version 5.6 ขึ้นไป
  • มี Server Nginx หรือ Apache
  • มีการรองรับโปรโคตอล HTTPS
 Server สำหรับการทำ “โฮสท์เว็บไซต์”
Server สำหรับการทำ “โฮสท์เว็บไซต์”

เลือกประเภทของ Server สำหรับการทำ “โฮสท์เว็บไซต์”

โดยทั่วไปแล้วประเภทของ Server นั้นสามารถแบ่งได้ทั้งหมดเป็น 4 ประเภท ดังนี้

  • แชร์เซิร์ฟเวอร์  “Shared Server”

เป็น Server ที่โฮลท์เว็บไซต์ได้หลาย ๆ เว็บซึ่งจะอยู่ใน Server หนึ่งเครื่อง โดยทั่วไปเบสิค โฮลติ้งแพคเกจมักจะเป็นการแชร์ Server เนื่องจากมีราคาที่ไม่แพง ซึ่งจะเหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมไม่เยอะเท่าไหร่ และ ข้อเสียของมันก็คือ ความรวดเร็วของเว็บไซต์ที่มีการแปรตามจำนวนผู้เข้าใช้งานใน Server ในช่วงเวลานั้น ๆ หากมีผู้ที่เข้ามาใช้บริการอยู่ในเว็บ Server เครื่องนั้น ๆ พร้อม ๆ กันจำนวนมาก ก็จะทำให้เว็บของคุณเกิดการล่าช้าได้ แชร์ Server นั้นเปรียบเสมือนกับการที่คุณเช่าห้องนอนรวมห้องเดียวกับเพื่อน แบ่ง **แย่ง** ทรัพยากรในห้องที่ใช้ร่วมกัน และราคาเริ่มต้นนั้นก็จะต้องมีการแชร์ Server โดยประมาณ 100 บาท/เดือน ซึ่งเว็บโฮลติ้งบางเจ้านั้นจะมีแพคเกจระหว่าง Managed WordPress Hosting กับ Shared Hosting ซึ่งแต่ละแพคเกจนั้นจะมีทั้ง 2 รูปแบบที่สามารถติดตั้ง WordPress ขึ้นมาได้ แต่ก็จะมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นสเปคของ Server รวมไปถึงฟีเจอร์ และมีการให้บริการเสริมที่เพิ่มมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

  • แชร์เซิร์ฟเวอร์ ที่มีการจัดการทรัพยากรในแต่ละเว็บไซต์ที่เป็นเฉพาะ (Virtual Private Server หรือ VPS) ก็ยังเป็น Server แต่ก็จะมีการแบ่งทรัพยากรในเรื่องของระบบการประมวลผล – แบรนด์วิธให้ในแต่ละเว็บ โดยจะมีจำนวนในแต่ละ Server ก็จะมีจำนวนที่น้อยกว่าการแชร์ Server ที่เป็นแบบแรก ซึ่งจะเหมือนกับคุณกำลังเช่าคอนโด และมีการกันห้องแยกเป็นแต่ละห้อง โดยจะมีราคาเริ่มต้นของ VPS อยู่ที่ 400 บาท/เดือน
  • เซิร์ฟเวอร์แยก (Dedicated Server) ซึ่งแบบนี้คือที่คุณเช่า Server ทั้งเครื่อง ซึ่งทรัพยากรในการประมวลผลต่าง ๆ นั้นจะเป็นของคุณทั้งสิ้น ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองหลาย ๆ เว็บ ที่มีการบริหารการจัดการอยู่ใน Server ในเครื่องเดียว จะเปรียบเสมือนกับคุณเช่าบ้านนั้นเองค่ะ ซึ่งพื้นที่ทรัพยากรทั้งหมดนั้นจะเป็นของคุณ ที่มีราคาเริ่มต้นของ Server แยกประมาณ 2,500 / เดือน
  • คลาวด์เซิร์ฟเวอร์ (Cloud Server) Server ทั้ง 3 รูปแบบข้างต้นที่ได้กล่าวไปนั้นจะมีที่ตั้งของเครื่อง Server อยู่ที่เดียว ยกตัวอย่างเช่น  London , US และ Singapore เป็นต้น แต่คลาวด์เซิร์ฟเวอร์ จะเป็นการใช้ทรัพยากรของทาง Server หลาย ๆ เครื่องร่วมกันไม่ว่าจะเป็นระบบของการประมวลผล พื้นที่การเก็บข้อมูล แบนด์วิธ ส่งผลให้มีความรวดเร็วมากกว่า Server แบบปกติ รวมไปถึงการลดปัญหาเว็บล่มจาก Server ด้วยค่ะ เพราะว่าจะเป็นการใช้กลุ่ม Server ในการเก็บรักษาข้อมูล และมีการประมวลผล หากมี Server เครื่องหนึ่งหนึ่งระบบล่ม ก็ยังมี Server เครื่องอื่น ๆ ที่มีการทำงานแทนอยู่นั้นเองค่ะ และส่วนคลาวด์เซิร์ฟเวอร์นั้นก็ยังสามารถ แบ่งเป็นประเภทด้านการจัดการทรัพยากรได้ซึ่งจะเป็นแบบ VPS Cloud Server และ Shared Cloud Server เช่นเดียวกัน และส่วนราคาของคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ จะเริ่มต้นอยู่ที่ 125 บาท/เดือน

จำนวนเว็บไซต์ และ ซับของโดเมนเนม

ในการดู “โฮสติ้ง” เพจเกจนั้น คุณสามารถเข้าด฿จำนวนเว็บไซต์ “หรือจำนวนโดเมนเนม” และ มีจำนวนของการซับโดเมนเนม ที่จะมีได้แค่ต่อหนึ่ง Hosting เพจเกจด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีการวางแผนการใช้ Hosting ในการสร้างเว็บไซต์มากกว่าหนึ่งเว็บ เพราะโดยทั่วไปแล้ว หนึ่งเว็บไซต์จะต้องมีการใช้หนึ่งโดเมนเนม และยังมีแบบหลายซับโดเมนได้เช่นกัน อาทิเช่น เว็บไซต์ mydomain.comจะมีการสร้างเว็บไซต์รูปแบบย่อยที่บนซับโดเมน shopping.mydomain.com และ store.mydomain.com โดยจะถือว่าคุณก็จะมีหนึ่งเว็บไซต์ กับอีก  2 ซับโดเมน ส่วน Hosting บางเจ้า ก็จะมีการให้ยริการที่คุณนั้นสามารถมีได้หลาย ๆ โดเมนที่ชี้ไปยังเว็บไซต์เดียวกันได้อีกด้วยค่ะ “Parked Domain Name” ยกตัวอย่างเช่น mydomain.th และ mydomain.net ซึ่งจะมีการชี้ไปยังเว็บเดียวกันกับ mydomain.com

พื้นที่การเก็บรักษาข้อมูล
พื้นที่การเก็บรักษาข้อมูล

พื้นที่การเก็บรักษาข้อมูล และ มีจำนวนรากฐานข้อมูล

  • พื้นที่การเก็บข้อมูล (Web Space)  นั้นก็คือ พื้นที่บนอาร์ดไดรฟว์ที่บน Server ที่ให้คุณได้ทำการเก็บไฟล์ต่าง ๆ ไม่วว่าจะเป็น รูปภาพ วีดีโอ รวมถึงทั้งโค้ด แต่ถ้าเว็บของคุณนั้นไม่ได้มีจำนวนรูปแบบ หรือ จำนวนวีดีโอที่เยอะมาก เพราะโดยทั่วไปแล่วแพคเกจแบบ เบสิก “Basic” จะมีพื้นที่ให้อยู่ที่ประมาณ 5 – 10 GB ถือว่าเหลือเฟือมาก ๆ

นอกจากพื้นที่ฮาร์ดไดรฟว์แล้วนั้น ยังมีบาง Hosting จะมีการกำหนดจำนวนไฟล์ที่สูงมากที่สุดที่มีได้ (Inodes)  ต่อ 1 Hosting แพคเกจด้วย ยกตัวอย่างเช่น SiteGround StartUp 10GB ก็จะมีจำนวนไฟล์สูงสุดไม่เกิน 150,000 Inodes นั่นเองค่ะ

  • จำนวนฐานข้อมูล (MySQL Database)  จะมีฐานข้อมูลเพื่อใช้สำหรับการเก็บข้อมูล (ไม่ใช่ไฟล์) ต่าง ๆ ของทาง WordPress อาทิเช่น ข้อมูลการตั้งค่า ข้อมูลสมาชิกต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลโพส ซึ่งจะมีการถูกเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล ที่มีการติดตั้ง WordPress ซึ่งหนึ่งชุดจะได้ใช้ 1 ฐานข้อมูล เพราะฉะนั้น ผู้ที่ให้บริการ Hosting บางเจ้าจะให้คุณมีจำนวนเว็บไซต์ได้แบบหลาย ๆ เว็บไซต์ไม่จำกัดต่อ 1 Hostingแพคเกจแต่จำนวนฐานข้อมูลที่ให้มานั้นจะเป็นการจำกัดจำนวนของ WordPress ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่คุณมีได้ที่สามารถมีได้ใน 1 โฮสติ้งแพคเกจอีกด้วยค่ะ และนอกจากนี้ ผู้ที่ให้บริการ โฮลติ้งบางรายอาจจะไม่มีการจำกัด จำนวนฐานข้อมูล แต่จะจำกัดขนาดฐานข้อมูลแทน ยกตัวอย่างเช่น SiteGround แพคเกจเริ่มต้นจะมีการจำกัดขนาฐานของข้อมูลที่ 500MB เป็นต้น

และอีกหนึ่งอย่างที่ต้องมีนั้นก็คือ “ปลั๊กอิน” เป็นสำหรับการสร้างร้านขายของออนไลน์ WooCommerce ซึ่งจะสามารถใช้ฐานข้อมูลนั้นร่วมกับ WordPress ได้นั้นเองค่ะ *** WooCommerce+ WordPress = 1 MySQL Database*** แต่ถ้าคุณทำการลง CMS แบบอื่น ก็จะเป็นร้านขายของออนไลน์ทันที อาทิเช่น Presta Shop หรือ Magento ซึ่งก็จะต้องมีฐานข้อมูลแยกอีกต่างหากจำนวน 1 ชุด

ปริมาณการใช้ข้อมูล
ปริมาณการใช้ข้อมูล

ปริมาณการใช้ข้อมูล และปริมาณจำนวนผู้ที่เข้าชม

ในการดูว่า Hosting แพคเกจที่คุณจะเลือกนั้นจะต้องมีการรองรับจำนวนผู้ที่เข้าชมได้มาก หรือ ได้น้อยแค่ไหนซึ่งคุณสามารถเข้าดูได้จากปริมาณการรับ – ส่ง ข้อมูล Data Transfer หรือ Bandwidth) และ จำนวนผู้ที่เข้าชม (Visitors) เพราะทางเว็บของ โฮลติ้ง ในแต่ละรายนั้นก็จะมีการกำหนดที่ไม่เหมือกัน เพราะบางครั้งการที่ไม่จำกัดปริมาณการรับส่งข้อมูล แต่เราจะขอบอกคร่าว ๆ ก่อนนะคะว่า Hosting Package ที่เลือกรองรับจำนวนผู้ที่เข้าชมนั้นได้แบบสูงสุดซึ่งก็จะได้เดือนละกี่คน ยกตัวอย่างเช่น SiteGround StartUp 10GB จะรับผู้เข้าชมเดือนละ 10,000 ตนแต่จะไม่มีการจำกัดจำนวนการรับ – ส่งข้อมูล หรือ ThaiDataHosting WP-SSD1 แบบไม่จำกัดตามจำนวนผู้ที่เข้าชม แต่จะเน้นในเรื่องของการจำกัดปริมาณรับ – ส่งข้อมูลเดือนละ 200GB เป็นต้น

ถ้าเว็บไซต์ของคุณเน้นในเรื่องของการโหลดคอนเทนต์ อาทิเช่น ทำการโหลดไฟล์ใหญ่ ๆ โหลดหนัง ซึ่งการเลือกจำนวนผู้ที่เข้าชมแทนก็น่าจะดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปริมาณการรับ – ส่งข้อมูล หรือ จำนวนผู้ที่เข้ามารับชม เพื่อเป็นตัวชี้วัดแบบคร่าว ๆ สำหรับการประมาณในการใช้ทรัพยากรที่ใช้ โฮสติ้งแพคเกจของคุณซึ่งมีการรองรับได้นั้น ก็ไม่ได้หมายความเสมอไปว่าเมื่อถึงค่าที่กำหนด ทางเว็บไซต์ของคุณก็จะใช้งานได้ทันที เพียงแต่ทางผู้ให้บริการของเว็บ Hosting จะมีการติดต่อคุณเพื่อให้ขยายไปยังแพคเกจที่ใหญ่กว่า เป็นต้น

มีบริการฟีเจอร์เสริมต่าง
มีบริการฟีเจอร์เสริมต่าง

มีบริการฟีเจอร์เสริมต่าง ๆ สำหรับเว็บไซต์

นอกจากสเปคในส่วนของตัวเครื่อง Server เองแล้ว โฮลติ้งก็จะมีการให้บริการฟีเจอร์เสริมที่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน อาทิเช่น แคช ที่เป็นตัวช่วยเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ เพื่อให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้น เป็นการเพิ่มความปลอดภัยด้วย SSL หรือปลั๊กอิน ช่วยในเรื่องความสะดวก สบาย ในการเข้าใช้งานต่าง ๆ ซึ่งจะมีฟีเจอร์หลัก ๆ ที่แอดจะมาแนะนำให้ทุกคนควรมี ซึ่งนั้นก็ได้แก่ HTTPS และ SSL Certificate  จะเป็นการเข้ารหัสผ่านความปลอดภัยที่มีข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับผู้ที่เข้ามาชมภายในเว็บไซต์ของคุณ กับ เว็บเซิร์ฟเวอร์ที่เว็บไซต์ตั้งอยู่ เพราะเว็บไซต์ที่มีการเข้าถึงด้วยรหัสผ่าน SSL ซึ่งนั้นจะเป็นชื่อของ URL ที่มันจะขึ้นต้นด้วย https:// แทนที่จะเป็น http:// รวมไปถึงที่มีตัวเครื่องหมายล็อกแม่กุญแจอยู่ข้างหน้า ซึ่งถ้าหากคุณลองคลิกไปที่แม่กุญแจแล้วคุณสามารถดูรายละเอียดใบรับรองความปลอดภัย ของเว็บไซต์ นั้น ได้ทันที

  • https ถือเป็นมาตรฐานของความปลอดภัยของเว็บไซต์ต่าง ๆ ควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ไหนก็ตามแต่คุณจะต้องเป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ เท่านั้น หรือ ต้องเป็นเว็บบล็อกธรรมดาก็ตาม แต่ในส่วนข้อดีของตัว https นั่นก็คือ เรื่องของการรักษาความปลอดภัยในเรื่องของข้อมูลผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บคุณ ซึ่งส่งผลถึงความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณด้วย
  • SSL Certificate โดยส่วนใหญ่จะมีติดมากับ แพคเกจของเว็บโฮสติ้งแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปติดตั้งเองได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ SSL ก็จะเป็นที่นิยม อาทิเช่น Let’s Encrypt SSL Certificate เป็นต้น
  • HTTP/2 จะเป็นโตคอลใหม่ที่กำลังเข้ามาในตอนนี้ซึ่งจะมาแทนที่ตัว HTTP/1 ซึ่งในส่วนนี้สามารถทำการดาวน์โหลดไฟล์ code ต่าง ๆ อาทิเช่น CSS, JAVA และ HTML ของเว็บไซต์ได้แบบพร้อม ๆ กัน “Multiplexing” แทนที่จะรอโหลดทีละไฟล์เหมือกับ HTTP/1 นั้นจะมีการส่งผลให้ทางเว็บไซต์ที่ใช้ตัว HTTP/2 เกิดความเร็วมากกว่า HTTP/1 อย่างมาก “HTTP/2 สามารถใช้งานได้เหมือน ๆ กับเว็บไซต์ที่มีการเปิดให้บริการเข้าใช้งาน https เท่านั้น
  • เซิร์ฟเวอร์แคช “Server Cache” จะเป็นตัวฟีเจอร์ที่ช่วยในเรื่องของการ โหลดเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ของคุณเพื่อเป็นการเพิ่มความเร็วนั้นเองค่ะ ทางโฮลติ้งในแต่ละเจ้านั้นก็จะมีการแคชเทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น OPcache และ  Varnish เป็นต้น ทั้งนี้การใช้ Server Cache จะเป็นการเก็บข้อมูลไว้ใน  RAM ของเครื่อง Server  ซึ่งจะมีความแตกต่างกันจาก Browser Cache หรือ Page Cache ที่มีการทำงานผ่านทางปลั๊กอินต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น W3 Total Cache เป็นต้น
  • FTP และ SSH  จะเป็นตัวคล้าย ๆ กับช่องทางให้คุณทำการจัดการไฟล์ต่าง ๆ ในเว็บไซต์ผ่านทาง ซอฟท์แวร์ FTP หรือ SSH ที่มีการติดตั้งอยู่บนเครื่องของคุณโดยที่ไม่ต้องใช้ File Managerใน Admin Panel ของเว็บ Hosting และทั้งหมดนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความสะดวกในการเข้าใช้งานของแต่ละคนร่วมด้วยค่ะ ว่าถนัดทางไปทางไหน

บทความน่าสนใจ: การสร้างเว็บไซต์ WordPress ด้วยตัวเองใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาที

เทคนิคการสร้างเว็บไซต์ WordPress ด้วยตัวเองใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาที

วันนี้เราจะมาทำเว็บ WordPress ด้วยตัวเองภายใน 10 นาที หลายคนอาจจะสงสัยว่าสามารถด้วยตนเองได้ภายใน 10 นั้นจริงหรือ ? วันนี้เรามีคำตอบที่อยากจะมาบอก เชิญอ่านต่อด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

การสร้างเว็บ wordpress โดยใช้เวลาภายในเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น !! ซึ่งสามารถทำได้จริง 100% เพียงแค่คุณต้องมีการเตรียมความพร้อมให้เรียบร้อย เพราะการเตรียมความพร้อมนั้นจะคล้ายกับพ่อครัวคนหนึ่ง ที่กำลังจะเตรียมการทำอาหาร วัตถุดิบต่าง ๆ ให้พร้อมก่อนลงมือถือ และการสร้างเว็บไซต์ก็เช่นเดียวกัน ที่ทุกคนจะต้องมีสิ่ง ๆนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ในทุกอย่างแล้ว และเวลาเพียงแค่ 10 นาทีนี้ก็เพียงพอที่คุณจะช่วยในเรื่องของการทำ WordPress ได้อยางแน่นอน แต่ส่วนที่ยากสำหรับการทำ wordpress นั้น นั่นก็คือ การปรับแต่งรูปแบบตัวระบบของ Theme ให้เป็นไปตามที่คุณต้องการ ซึ่งส่วนนี้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก โดยจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการปรับแต่ง และ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการปรับแต่งเป็นสัปดาห์ จนไปถึงหลายเดือน แต่สำหรับใครที่ไม่เคยมีความรู้ในเรื่องของ Code มาก่อนเลย เราขอแนะนำนะว่า ควรทำการศึกษาการใช้งานของ page builder ที่จะพร้อมกับการทำ Theme ที่คุณเลือกซื้อมาใช้งาน คุณก็สามารถสร้างเว็บไซต์ที่ไม่รูปแบบซับซ้อน และ ต้องมีหน้าตาที่ไม่ต่างจาก Theme มากนักเพื่อเอาไว้ใช้งาน

WordPress คือ อะไร ?
WordPress คือ อะไร ?

WordPress คือ อะไร ?

WordPress คือ โอเพนซอร์ซซอฟต์แวร์ ในการสร้างเว็บไซต์ โดยมีระบบการจัดการเนื้อหา โดยจะมี (Content management system, CMS) ให้เข้าใช้งาน พร้อมทั้งมีรูปแบบ Theme ให้เลือกปรับใช้เพื่อความเหมาะสมกับทางเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมากมาย และที่สำคัญอีกหนี่งสิ่งนั้นก็ คือ มีปลั๊กอินระบบให้เลือกใช้งานที่หลากหลาย และจุดเด่นอีกข้อหนึ่งที่สำคัญของ WordPress นั้นก็คือ ความสามารถในการสร้าง SEO ของมันซึ่งดีมาก ๆ จึงเหมาะกับเว็บไซต์ประเภทบทความแบบสุด ๆ

“วัตถุดิบในการ ทำเว็บ WordPress” ซึ่งจะมีวัตถุดิบ ดังต่อไปนี้

  • Domain Name

โดเมนเปรียบเสมือนกับ ชื่อของคุณ ถ้าหากคุณไม่มีมีชื่อเรียกแล้วใครจะเรียกคุณได้ใช่ไหมละคะ และการสร้างเว็บไซต์ wordpress นั้นสิ่งแรกที่ควรเตรียมเลยนั้นก็คือ การค้นหาชื่อเว็บไซต์ที่คุณต้องการ ซึ่งมันมีราคาที่ถูก ซึ่งมีมูลค่าประมาณหลักร้อย จนไปถึงราคาหลักแสน หรือ หลักล้านก็มี เพราะโดยปกติแล้ว ชื่อเฉพาะที่คุณคิดค้นมันขึ้นมาด้วยตัวเองนั้นมักจะว่างให้คุณจด แต่ถ้าหากเป็นศัพท์พื้นฐานสวย ๆ สั้น ๆ มักจะต้องจดในราคาที่แพงแสนแพงเอามาก ๆ เลยทีเดียว  และเราจะทำการจดโดเมนที่ไหนดี เราขอแนะนำที่ Godaddy

  • Godaddy จะเป็นผู้ให้บริการด้าน Domain Name และ Hosting ที่ทางคุก็สามารถเลือกใช้งานได้เหมือนกัน ส่วนในเรื่องของความน่าเชื่อถือนั้นคุณสบายใจได้เลยค่ะ เพราะทาง Godaddy มีการให้บริการมานานจนคนในสายงานภายในเว็บไซต์ที่ไม่มีใครรู้จัก
  • Hosting

ในการสร้างเว็บ wordpress โฮลติ้งก็จะเหมือนกับพื้นที่ในการเก็บรักษาข้อมูลเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ในการสร้างเว็บ wordpress สำหรับเว็บไซต์ที่ไม่มีผู้เข้าใช้งานมากนั้น เราแนะนำว่าให้ทำการเช่า Hosting ที่เป็นแบบ Shared Hosting โดยจะมีค่าใช้จ่ายเป็นรายปีซึ่งมันก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับผู้ที่เข้าใช้บริการที่เราจะมาแนะนำนั้นก็คือ P&T Hosting เพราะเราจะชื่นชอบในเรื่องของการช่วยเหลือที่รวดเร็วของเจ้านี้นั้นเองค่ะ

  • WordPress

เมื่อคุณมี Domain ที่มีการเชื่อมต่อกับ Hosting เรียบร้อยแล้ว ให้คุณทำการเตรียมวัตถุดิบสุดท้ายในการทำเว็บ WordPress นั้นก็คือ ไฟล์ WordPress นั่นเองค่ะ ซึ่งคุณสามารถทำการดาวน์โหลดได้ที่ WordPress ที่มีให้เลือกใช้งานด้านภาษาอังกฤษ และ ภาษาไทย ขั้นตอนต่อไปมาลงมือกันได้เลยค่ะ ขั้นตอนแรกในการสร้าง หลังจากที่คุณทำการเช่าซื้อ Hosting และ Domain พร้อมกับการเชื่อมต่อให้เรียบร้อย คุณก็จะได้รับ E-Mail จากผู้ให้บริการ Hosting ของคุณตามตัวอย่างด้านล่างค่ะ

การทำเว็บไซต์ WordPress
การทำเว็บไซต์ WordPress

ขั้นตอนที่ 1 สำหรับการทำ WordPress

จุดที่สำคัญมากที่สุสำหรับข้อนี้เลยก็ คือ ข้อมูลการเข้าใช้งานและมี Link เพื่อเข้าใช้งานของ Control Panel (DirectAdmin) ซึ่งจะมีข้องมูลตามด้านบนเลยค่ะ และยังมี Username กับ Password อยู่ตรงข้อมูลของ FTP 

ขั้นตอนที่ 2 สำหรับการทำ WordPress

ใส่ข้องมูลการเข้าสู่ระบบการใช้งาน โดยจะต้องใช้ Username และ Password ที่อยู่ตรงช่อง ข้อมูล FTP ตามที่ผู้ให้บริการได้จัดเตรียมเอาไว้

ขั้นตอนที่ 3 สำหรับการทำ WordPress

ให้คุณเข้าไปที่ MySQL Management เพื่อทำการสร้างฐานข้อมูลให้กับทางเว็บไซต์ WordPress ของคุณได้ทันที

ขั้นตอนที่ 4 สำหรับการทำ WordPress

ทำการเลือก Create new Database ได้ทันทีเลยค่ะ

ขั้นตอนที่ 5 สำหรับการทำ WordPress

โดยให้คุณใส่ข้อมูลในการสร้างเว็บไซต์ของคุณทั้งหมดให้ครบถ้วน ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญ ที่ต้องทำการจดข้อมูลทั้งหมดเอาไว้ให้ครบถ้วนด้วยค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็จบขั้นตอนที่มีความเกี่ยวข้องกับ Hosting เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ และหลังจากนั้น ขั้นตอนที่อยู่ด้านบนให้คุณทำการอัพโหลดไฟล์ WordPress ที่คุณได้ทำการดาวน์โหลดทั้งหมด โดยจะใช้โปรแกรมที่ใช้สำหรับการโอนไฟล์ ระหว่าง เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณกับ เว็บเซิฟเวอร์อัพโหลดไฟล์ ยกตัวอย่างเช่น FileZilla ที่สามารถอ่านวิธีการเข้าใช้งานได้ทาง การเข้าใช้งานโปรแกรมอัพโหลดไฟล์ FileZilla เท่านี้ก็จบขั้นตอนในการสร้างเว็บ wordpress ในส่วนแรกเป็นที่เรียบร้อย

“ขั้นตอนต่อเป็นก็จะเป็นหน้าที่ของ install WordPress”

ขั้นตอนที่ 6 สำหรับการทำ WordPress

ให้คุณเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของคุณเพื่อที่คุณจะดำเนินการสร้างเว็บ WordPress หลังจากนั้นคุณสามารถทำรายการอัพโหลดไฟล์ตามที่เราได้แจ้งไปตามด้านบนได้ทันที เมื่อคุณเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์แล้วมันก็จะปรากฎหน้าการติดตั้งของ WordPress ตามภาพด้านบน และให้คุณคลิ๊กเข้าไปที่ เริ่มทำงาน

ขั้นตอนที่ 7 สำหรับการทำ WordPress

ให้คุณนำข้อมูลในส่วนของขั้นตอนที่ 5 มาใส่ ซึ่งจุดหลัก ๆ ที่สำคัญนั้นก็คือ

  • ชื่อฐานข้อมูล นั้นก็คือ Database Name **เป็นชื่อฐานข้อมูลที่คุณต้องการใช้กั WordPress
    • ชื่อผู้ใช้งาน นั้นก็คือ Database Username **ชื่อผู้ใช้งานของฐานข้อมูล**
    • รหัสผ่าน นั้นก็คือ Username Password **รหัสผ่านของฐานข้อมูล**

หากดำเนินการเสร็จสิ้นให้ทำการคลิกที่คำว่า ส่ง

ขั้นตอนที่ 8 สำหรับการทำ WordPress

ถ้า WordPress ขึ้นข้อความคำว่า **ขอโทษครับ ระบบไม่สามารถเขียนไฟล์ wp-config.php ได้ คุณสามารถสร้าง wp – config.php ด้วยตัวเองและวางข้อความต่อไปในไฟล์** ให้คุณนั้นทำการคัดลอกข้อความที่เป็น โค้ด php ทั้งหมด แล้วดำเนินการสร้างไฟล์ php โดยโปรแกรม Text editer แล้วให้ตั้งชื่อไฟล์ว่า wp-config.php แล้วให้คุณนำข้อความที่คัดลอกเอาไว้แล้วให้คุณใส่ลงไป แล้วทำการอัพโหลดขึ้น Hosting อีกครั้งนึง และหลังจากนั้นคลิกไปที่ “เริ่มต้นการติดตั้ง”

ขั้นตอนที่ 9 สำหรับการทำ WordPress

ขั้นตอนต่อไปนั้นก็คือการสร้าง คือการใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์และข้อมูลการเข้าระบบทางหลังบ้านของ แอดมิน
ซึ่งในขั้นตอนนี้จำต้องดำเนินการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน และ คลิกไปที่ปุ่มติดตั้งได้ทันที

(ข้อควรระวัง) : ชื่อผู้เข้าใช้งาน และ รหัสผ่าน ต้องมีการตั้งค่าให้มีความยากและสามารถคาดเดาได้ยาก

ขั้นตอนที่ 10 สำหรับการทำ WordPress

หากคุณดำเนินการทำเสร็จครบทุก 9 ขั้นตอนในการสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองแล้ว หลังจากที่คุณเห็นหน้าตาตามที่ขึ้นบนเว็บไซต์ คุณสามารถใส่ ชื่อผู้เข้าใช้งาน และ รหัสผ่าน เพื่อเข้าสู่ระบบด้านหลังบ้าน wordpress ของคุณได้ทันที

“ทำยังไงให้เว็บสามารถเข้าใช้งานได้จริง”

หลังจากจบขั้นตอนในการสร้างเว็บไซต์ของคุณผ่านไปเรียบร้อยแล้วนั้น ในส่วนที่สำคัญอีกหนึ่งตำแหน่งในการสร้างเว็บไซต์ของคุณนั้นก็ คือ การปรับแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ให้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการ สำหรับการสร้าง wordpress แบบง่ายสุด ๆ โดยที่คุณไม่จำเป็นจะต้องนั่งเขียน โค้ด “Code” ด้วยตนเอง เพียงแต่จุดที่สำคัญในการปรับแต่ง ธีม ที่มีขายหลาย ๆ แห่งอาทิเช่น themeforest.net สำหรับคำแนะนำในการหา ธีม “Theme” มาใช้งานนั้น เราขอแนะนำให้เลือกซื้อ ธีม ที่มีคุณภาพ หรือ เลือกซื้อ ธีม ที่ขายดี เพราะว่าในส่วนตรงนี้จะมีการ Support ที่ดีกว่า และ ตัว ธีมนั้นก็จะมี Bug ในการใช้งานที่น้อยกว่ามากนั้นเองค่ะ

บทความที่น่าสนใจ: ข้อดีของการสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress มีอะไรบ้าง ? มาดูกัน!

ข้อดีของการสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress มีอะไรบ้าง ?

WordPress (เวิร์ดเพรส) WordPress คืออะไร ? จะใช้ในการรับทำเว็บไซต์ ซึ่งนั้นก็คือ โปรแกรมสำเร็จรูปที่ช่วยสร้าง และ ทำการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ในประเภท Contents Management System  หรือ จะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็ได้ซึ่งตัวย่อจะเป็น “CMS” ซึ่งจะเขียนด้วยภาษา PHP และ จะใช้ระบบที่จัดการฐานข้อมูลของ MySQL  โดยจะมีส่วนประกอบที่เป็นโครสร้างหลัก ๆ เลยนะคะ ซึ่งนั้นก็คือ

WordPress Core เป็นชนิดตัว ซอฟแวร์หลักที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์ เนื้อหา และ บทความต่าง ๆ อาทิเช่น  

  • Theme (ธีม) ซึ่งจะเป็นตัวที่กำหนดดีไซน์ หรือ รูปแบบการแสดงผล
  • Plugin (ปลั๊กอิน) จะเป็นตัวที่ช่วยเพิ่มความสามารถให้กับ WordPress ก็จะมีในส่วนของ ระบบการสร้างเว็บไซต์ ระบบการจัดการสินค้า และ อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งก็แล้วแต่คุณจะทำการเลือก

ตัวเว็บไซต์ WordPress  จะมีระบบการจัดการของบทความ หรือ จะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า **ระบบทางหลังบ้าน** ซึ่งในส่วนนี้จะเอาไว้เพื่อจัดการข้อมูลที่อยู่บนเว็บไซต์ของคุณ จึงทำให้ง่ายและสะดวกต่อการเข้าใช้งานอย่างมาก WordPress นั้นยังสามารถใช้สร้างและทำการจัดการเนื้อหาของทางเว็บไซต์ โดยการเข้าใช้งานออนไลน์ได้เลยทันที โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้งในเครื่อง และ ผู้ที่เข้ามาใช้งานจะไม่ต้องมานั่งเสียเวลาด้วยการเขียนโค้ดด้วยตนเอง

ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรู้เรื่องของโค๊ดคุณก็สามารถทำการจัดการข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ของคุณได้แบบง่ายดาย และนอกจากนี้ทาง WordPress ยังมีเอกสารในการสอนใช้งานอย่างหลากหลาย เพราะนั้นถือว่าเป็น CMS ที่เป็นอันดับหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งจะมีข้อดีอยู่ 6 หลัก ๆ ในการทำ WordPress ซึ่งมีดังต่อไปนี้

การทำเว็บไซต์
การทำเว็บไซต์

ช่วยประหยัดเวลาและช่วยลดต้นทุนในการทำเว็บไซต์

การที่คุณอยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง แต่คุณยังไม่มีความรู้ใด ๆ ในการเขียนโค๊ดเลยแม้แต่นิดเดียว คุณก็คงจะต้องเสียเวลาไปทำการศึกษาโค้ภาษาคอมพิวเตอร์และแน่นอนว่าใช้เวลานานมาก แต่ถ้าหากใช้ WordPress ละก็ไม่จำแนที่จะต้องมีความรู้เรื่องโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์มากมาย แต่คุณก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตนเองได้ทันที หรือถ้าหากจ้างเขามาทำแล้วเขาก็จะใช้ คุณก็จะเสียเงินน้อยกว่าทำเว็บไซต์ด้วยตนเองด้วยการเขียน Code อีกค่ะ

มีธีมให้เลือกเยอะแยะมากมายทั้งรูปแบบฟรี และ ไม่ฟรี

คุณสามารุมีเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็วและสวยงาม โดยที่ไม่ต้องออกแบบใหม่ เพราะรูปแบบ WordPress นั้นมีธีมให้เลือกมากมาย ซึ่งแต่ละธีมนั้นก็มีแต่รูปแบบที่สวนงาม ซึ่งคุณสามารเลือกดูธีมนี้ได้ ตามเว็บไซต์ขายธีม หรือ แจกธีมทั้งหลาย ๆ ได้ทันที

มี ปลั๊กอิน (Plugin) หรือ ระบบเสริม ให้ใช้เป็นจำนวนมาก

Plugin WordPress ซึ่งมันจะทำหน้าที่เป็นส่วนเสริม ช่วยเพิ่มคุณสมบัติให้กับทางเว็บไซต์ของคุณ อาทิเช่น ทำให้ภาพสไลด์ได้ ด้วยการทำแบบฟอร์มส่ง E-Mail เพื่อช่วยในการสนับสนุนการทำ SEO โดยมีการแบ่ง Layer เว็บไซต์ เพื่อช่วยเพิ่มความรวดเร็ว และ ต่าง ๆ อีกมากมาย

อัพเดทง่าย สามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ

WordPress นั้นจะมีชื่อเรื่องของการปล่อยตัวอัพเดทอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นหมายความว่าระบบจะมีการพัฒนาทางเทคโนโลยี ในการเข้าใช้งานทุกช่วงเวลา เพราะเนื่องจากมีฐานคนเข้าใช้งานเป็นจำนวนมาก ที่มีการอัพเดทอยู่บ่อย ๆ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น และหากใครที่เข้าใช้ WordPress คุณจะมั่นใจได้เลยค่ะว่าเว็บไซต์นี้จะมีระบบความปลอดภัยในระดับหนึ่ง และจะมีการอัพเดททุกช่วงเวลาที่มีการอัพเดท ส่วนโปรแกรมก็จะมีการแจ้งเตือนให้คุณได้ทราบ พร้อมกับการอัพเดทก็สามารถทำได้อย่างง่าย ๆ

WordPress เป็นมิตรกับ SEO
WordPress เป็นมิตรกับ SEO

WordPress เป็นมิตรกับ SEO หรือ เรื่องของการค้นหาผ่านช่องทาง Google Search

WordPress ก็จะเป็นระบบที่เป็นมิตรอย่างมากจึงทำให้คนที่รู้จักเว็บไซต์ของคุณมีจำนวนมากขึ้น โดยมี Pluginที่ช่วยในเรื่องของการปรับแต่งเว็บไซต์อย่างหลากหลาย และหนึ่งในนั้นก็จะมีตัวช่วยในการทำ SEO อีกด้วยค่ะ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถทำ SEO ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีระบบการรองรับ Responsive ยิ่งมีการเพิ่มคะแนนติดอันดับของ google มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ WordPress นั้นได้เปรียบในการทำ (SEO(คืออะไร)) มากยิ่งขึ้น และ มากกว่า CMS อื่น ๆ อีกด้วย

WordPress จะมีนักพัฒนาที่เก่ง ที่นำมาใช้จำนวนแพร่หลาย

เนื่องจากเป็นโปรแกรม Opensource ใคร ๆ ก็สามารถนำไปใช้หรือ นำไปพัฒนาได้แบบฟรี ๆ จึงทำให้มีนักพัฒนาที่มีความสามารถด้านนี้อยู่ทั่วทุกมุมโลก และคุณมั่นใจได้เลยนะคะว่า ในตัวของโปรแกรมนั้นจะไม่มีการถูกลอยแพ หรือ ถูกทิ้งโดยที่ไม่ได้รับการพัฒนาได้เลย WindSITE ก็เป็นอีกหนึ่งทีมที่มีการนำ WordPress เข้ามาใช้ในการพัฒนาระบบ ตามความเหมาะสมของทางเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งในกระบวนการทำงานด้านนี้ก็แล้วแต่ลักษณะของธุรกิจของลูกค้าที่แจ้งเราเข้ามานั้นเองค่ะ

ทั้งหมดที่เราได้กล่าวไปด้านบนนั้น ซึ่งจะเป็นข้อดีที่เป็น 6 ข้อหลัก ที่สำคัญที่ทุกคนต้องรู้ว่าข้อดีของการ WordPress นั้นมีอะไรบ้าง เพื่อให้คุณสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจของคุณให้ถูกทางนั้นเองค่ะ

มาทำความรู้จักกับ WordPress คืออะไร ? ก่อนสร้างเว็บไซต์ “มือใหม่ควรรู้”

WordPress ( เวิร์ดเพรส ) คือ ตัวโปรแกรมที่เป็นส่วนในการจัดการเนื้อหาข้อมูลต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ หรือ จะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Content Management System (CMS) และ ข้อดีหลัก ๆ ของโปรแกรม CMS นั่นก็คือ การช่วยการจัดการรูปแบบหน้าเว็บเพจ โดยจะมีผู้เข้าใช้งานที่ไม่จำเป็นที่จะต้องการเขียนโค้ดเป็นเลยนั้นเองค่ะ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันตรงที่ การสร้างเว็บไซต์ที่ทำการเขียนโค้ด Code ด้วยตตนเอง ซึ่งการที่จะเขียนโค้ดด้วยตัวเองนั้นคุณจะต้องมีความรู้เบื้องต้นของการเขียนโค้ด ต่าง ๆ อาทิเช่น CSS,PHP,HTML และ Java Script เป็นต้น ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นการสร้างรูปแบบหน้าเว็บเพจต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาจากโปรแกรม Adobe Dreamweaver และหลังจากนั้นคุณก็ทำการใส่เนื้อหาแล้วลิ้งค์หน้าต่าง ๆ เข้าไปด้วยจนเกิดเป็นเว็บไซต์ แล้วหลังจากนั้นค่อยทำการ อัพโหลดไฟล์ ลงไปในเว็บ Server หรือ เว็บ Hosting ที่ทางเราใช้บริการอยู่

เว็บ WordPress จะเป็นโปรแกรม CMS ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะนิยมนำมาใช้เป็นอันดับหนึ่ง ในการสร้างเว็บไซต์ ซึ่งจะเฉลี่ยได้ประมาณ 34% หรือ เปรียบได้เป็นสามแสนล้านกว่าเว็บไซต์บนโลก จะมีตั้งแต่เว็บ Blog เล็ก ๆ ไปถึงเว็บไซต์ขนาดใหญ่อย่างเช่น Walt Disney หรือ Bloomberg ซึ่งจะสร้างจากบนแพลตฟอร์มของ WordPress ทั้งหมด

การสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเองด้วย WordPress
การสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเองด้วย WordPress

การสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเองด้วย WordPress

การใช้ WordPress ในการสร้างเว็บไซต์ หรือ ร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ จะเปรียบเสมือนว่าคุณใช้ PowerPoint เข้าช่วยในการทำเว็บไซต์ โดยจะสร้างจาก WordPress ซึ่งจะช่วยจัดการในเรื่องของการเขียนโค้ด ที่เป็นตัวช่วยในการสร้างรูปแบบต่าง ๆ ที่หน้าเว็บเพจทั้งหมด โดนที่คุณทำการเลือกรูปแบบธีม “Theme” ต่าง ๆ ที่คุณต้องการ ซึ่งก็จะมีให้คุณเลือกมากมายจากใน WordPress หรือ คุณจะทำการดาวน์โหลดจากเว็บอื่น ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน และคุณก็สามารถปรับแต่งรายละเอียดรูปแบบธีมต่าง ๆ รวมไปถึงการจัดการหน้าเว็บเพจของคุณได้แบบง่ายดายจาช่องเมนูต่าง ๆ ที่มีให้คุณเลือกอีกด้วย

คุณสามารถเข้าดูตัวอย่างได้ที่ Show Case เว็บไซต์ที่มีการสร้างจาก WordPress

นอกจากธีมแล้ว คุณก็ยังทำการติดตั้ง ปลั๊กอิน ( Plugins ) เพื่อช่วยในการเพิ่มฟังก์ชั่นในการเข้าใช้งาน รวมไปถึงลูกเล่นต่าง ๆ ให้กับเว็บไซต์ของคุณ ยกตัวอย่างเข่น ร้านค้าขายของออนไลน์ ในตะกร้าสินค้า กราฟฟิก แบบฟอร์มต่าง ๆ รวมไปถึง ระบบสมัครสมาชิก เป็นต้น ซึ่งจะมีการติดตั้ง หรือ ทำการลบออกนั้นก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายเช่นกัน โดยทำเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น !! เพราะมันจะคล้าย ๆ กับการติดตั้งโปรแกรมลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

การเขียน Post ขึ้นบน WordPress นั้นจะมีการออกแบบให้ผู้ที่เข้าใช้งานสามารถทำการ แก้ไข หรือ สร้าง เนื้อหาต่าง ๆ รวมถึงข้อความ รูปภาพต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก และ รวดเร็ว โดยที่คุณนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องมานั่งเขียนโค้ดใด ๆ เลยค่ะ เพราะมันจะเหมือนกับคุณทำการอยู่บนหน้าของ PowerPoint ที่จะมีเครื่องมือต่าง ๆ ให้คุณสามารถเข้าปรับเปลี่ยนรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การจัดรูปแบบหน้า การปรับเปลี่ยนรูปแบบของตัวอักษร การใส่สีของพื้นหลัง และการใส่รูปภาพ เป็นต้น

WordPress มีข้อดีอย่างไร?

จุดเด่นของ WordPress นั้นก็คือ ความง่ายในการเข้าใช้งาน พร้อมทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูง สามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างหลากหลาย เริ่มต้นตั้งแต่เว็บ Blog แบบธรรมดา ไปจนถึงร้านขายของออนไลน์ โดยจะมีการออกแบบที่ให้ผู้เข้าใช้งานนั้นสามารถทำการปรับแต่งหน้าเว็บเพจ ทำการจัดหน้าเว็บ หรือ จัดเนื้อหา โดยมีการใส่ลูกเล่น และ จัดการไฟล์ต่าง ๆ ผ่านทางเครื่องมือ เมนูต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนั้นเว็บไซต์ที่มีการสร้างขึ้นด้วย WordPress นั้นจะมีโครงสร้างคอนเทนต์ของทางเว็บไซต์นั้น ๆ ที่มีการออกแบบมาเพื่อรองรับการทำของ Search Engine Optimization (SEO) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ SEO คืออะไร ? ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องรู้ ที่นี่มีคำตอบ !!

ข้อดีของการสร้างเว็บไซต์จาก WordPress

การสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress นั้นมีการรองรับการทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถแสดงผล อุปกรณ์ที่มีขนาดหน้าจอที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งก็จะมีตั้งแต่ Mobile PC และ Tablet หรือ จะเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า Responsive Design ซึ่งจะเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน เพราะมีผู้เข้าใช้งานและสามารถเลือกเข้าเว็บไซต์ของคุณได้จากอุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนในปี 2018 ทาง Google นั้นได้ทำการให้น้ำหนักของการจัดอันดับเว็บไซต์ขึ้นมา โดนจะมีการเน้นเว็บไซต์ที่มีการรองรับการแสดงผลผ่านทางมือถือ “Mobile – First Indexing ) ร่วมด้วย

WordPress.org กับ WordPress.com
WordPress.org กับ WordPress.com

WordPress.org กับ WordPress.com

ไม่ว่าจะเป็น WordPress.org หรือ WordPress.com ก็ต้องใช้ แพลตฟอร์มของ WordPress ด้วยกันทั้งคู่ แต่ส่วนที่สำคัญนั้นจะมีความแตกต่างกันนั้นก็คือ เรื่องของความสามารถในการติดตั้งปลั๊กอินขึ้นมา และ มีการปรับแต่งแก้ไข Code ต่าง ๆ อีกด้วย

  • WordPress.org นั้นจะเป็นโปรแกรมของ WordPress ในรูปแบบ Self-Hosted ซึ่งนั้นก็คือ คุณจะต้องมี โอลติ้ง เป็นของตนเอง และหลังจากนั้นค่อยทำการดาวน์โหลด และ ทำการติดตั้ง WordPress ลงบนโฮลติ้ง และขั้นตอนตอนไปนั้นก็คือการตั้งค่าต่าง ๆ ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์ คุณสามารถเข้าใช้งานได้ได้จากตัวโปรแกรมของ WordPress หลังจากนั้นคุณก็สามารถดาวน์โหลดได้แบบฟรี ๆ และข้อดีของเรานั้นก็คือ จะมีอิสระแบบเต็มที่ในการติดตั้ง ธีม โค้ดต่างภายในไฟล์ และ การติดตั้งปลั๊กอินอย่างเต็มที่นั้นเองค่ะ
  • WordPress.com จะเป็นเรื่องของการให้บริการของการสร้างเว็บไซต์จะใช้โฮลติ้งเซิร์ฟเวอร์ของ WordPress นั้นเอง ผู้ใช้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการเช่า โฮลติ้งเอง เพียงแค่คุณสมัครสมาชิกกับ WordPress.com เพียงเท่านี้คุณก็สามารุเข้าใช้งาน WordPress เพื่อดำเนินการสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเองได้ทันที โดยจะมีทั้งรูปแบบเสียเงิน และ มีทั้งรูปแบบฟรี **เพื่อใข้บริการเสริมด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม**

แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ ถ้ามันเป็นการใช้ โฮลติ้งที่อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของ WordPress เอง ก็จะมีข้อจำกัด ต่าง ๆ ซึ่งนั้นก็คือ คุณจะไม่สามารถทำการสร้าง ธีมต่าง ๆ หรือ ติดตั้งปลั๊กอินต่าง ๆเพิ่มเติมได้ แต่ต้องใช้เท่าที่ทาง WordPress.com มีมาเท่านั้น รวมถึงคุณจะไม่มีสิทธิ์แกไขโค้ดในไฟล์ต่าง ๆ ถึงแม้ว่าคุณจะใช้ Self-Hosted WordPress  ที่คุณจะต้อลทำการติดตั้ง WordPress และ ทำการตั้งค่าง เซิร์ฟเวอร์ต่างๆเองนั้น อาจจะฟังดูแล้วง่ายใช่ไหมละคะ แต่คุณนั้นสามารถหาผู้เข้าใช้บริการของเว็บ โฮลติ้งที่มีโฮลติ้งแพคเกจสำหรับการทำ WordPress เฉพาะตัว “WordPress Managed Hosting” ก็จะเป็นสเป็คของทาง เซิร์ฟเวอร์ ที่ใช้ในการปรับแต่งเพื่อเป็นการรองรับการเข้าใช้งานของ WordPress รวมทั้งมีเครื่องมือที่คอยช่วยเหลือคุณในส่วนของการติดตั้ง WordPress ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ไม่กี่คลิกอีกด้วยค่ะ

 WordPress.org และ WordPress.com
WordPress.org และ WordPress.com

ข้อเปรียบเทียบระหว่าง WordPress.org และ WordPress.com

  • WordPress.com

ข้อดีของ WordPress.com

  • สมัครฟรีไม่มีค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น
    • ไม่มีขั้นตอนในการติดตั้งเพิ่มเติมให้ยุ่งยาก

ข้อเสียของ WordPress.com

  • ไม่สามารถทำการติดตั้งปลั๊กอินต่าง ๆ เพิ่มได้
    • ไม่สามารถแก้ไขโค้ดไฟล์ได้
    • ไม่สามารถเพิ่มธีมจากที่มีให้ได้
  • WordPress.org

ข้อดีของ WordPress.org

  • ดาวน์โหลดได้ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียมใด ๆ
  • สามารถติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มได้ทันที
  • สามารถติดตั้งธีมเพิ่มได้ทันที
  • สามารถปรับแต่งโค้ดได้ทุกอย่างจากไฟล์
  • สามารถเลือกโฮลติ้งได้เอง

ข้อเสียของ WordPress.org

  • จะมีการติดตั้งและ มีกระบวนการตั้งค่าต่าง ๆ
  • จะมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการเช่าโฮลติ้งร่วมด้วย

WordPress ภาษาไทย

ในส่วนของการสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress นั้นจะมีตัวของ WordPress เองที่มีการรองรับการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาแบบหลายภาษา รวมไปถึงภาษาไทยที่มีอยู่แล้ว โดยที่คุณนั้นจะไม่ต้องทำการตั้งค่าใด ๆ เพิ่มเติม แต่ถ้าหากใครเคยใช้หรือคุ้นเคยดีอยู่แล้ว กับเมนูภาษาไทย คุณก็สามารถตั้งในเมนูต่าง ๆ ใน WordPress ให้เป็นภาษาไทยได้เช่นกันค่ะ

ปลั๊กอิน WooCommerce
ปลั๊กอิน WooCommerce

สร้างร้านขายของผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยตัวช่วยที่เป็นปลั๊กอิน WooCommerce

WordPress นอกจากจะช่วยในการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาแล้วนั้น ยังมีปลั๊กอินของ WooCommerce ที่ยังเป็นตัวช่วยให้คุณสามารถสร้างร้านขายของออนไลน์ได้แบบง่ายดาย โดยที่คุณนั้นจะทำการดาวน์โหลดปลั๊กอิน และ ทำการติดตั้งได้แบบฟรี ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็จะมีฟีเจอร์ในบางส่วนที่จะใช้ได้ในเฉพาะของ เวอร์ชั่นที่ชำระเงินเท่านั้น!! ยกตัวอย่างเช่น เป็นระบบแบบสมาชิกรายเดือน “Subscriptions” หรือ มีการจองคิวผ่านช่องทางเว็บไซต? “Bookings” นั้นเองค่ะ

สำหรับช่วยเราสร้างร้านขายของออนไลน์ได้อย่างง่ายๆอีกด้วย โดยเราสามารถดาวน์โหลดปลั๊กอิน และติดตั้งได้ฟรี อย่างไรก็ตามจะมีฟีเจอร์บางส่วนที่ใช้ได้เฉพาะในเวอร์ชันเสียเงินเท่านั้น เช่น ระบบสมาชิกรายเดือน (Subscriptions) หรือการนัดหมายจองคิวผ่านเว็บไซต์ (Bookings) เป็นต้น

บทความแนะนำ: การสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์ยังไงให้ปังด้วยการใช้ WordPress