รวมบทความน่ารู้ เกี่ยวกับ Digital Marketing SEO, Google Ads, Web Design บทความภาษาไทย

HTML ภาษาเว็บไซต์ที่ใครทำ SEO จะต้องทำความเข้าใจก่อนเริ่ม

ในส่วนของภาษา HTML นั้นจะเป็นภาษาสากลสำหรับการเขียนเว็บไซต์ของการแสดงผลเนื้อหาบนเว็บไซต์ จะถูกไล่ตามลำดับความสำคัญของการแท็กซึ่งได้แก่ <h1> ไปจนถึง <h6> แล้วค่อย ๆ ต่อด้วย <p> หรือให้เข้าใจง่ายๆและนั่นก็คือ สิ่งที่ทุกคนนั้นสามารถมองเห็นด้วยตาซึ่งจะเป็นการเรียงลำกับของขนาดตัวหนังสือ เล็ก ใหฯ ตามระเบียบความสวยงาม แต่ในระบบนั้นก็จะทำการไล่ลำดับความสำคัญตามการแท็ก และตัวแท็กต่าง ๆ ซึ่งก็จะมีตามด้านล่างนี้เลยค่ะ

head title body h1 p
head title body h1 p

แท็กต่างๆ ที่คนทำ SEO ต้องรู้

  • <head>…</head> = สำหรับกำหนดชื่อเอง ซึ่งจะมีคำสั่งแบบย่อยเป็น Title อีกหนึ่งขั้น
  • title>…</title> = แท็กนี้ก็จะเป็นคำสั่งสำหรับการกำหนดหัวชื่อเรื่องให้กับเว็บไซต์ โดยที่การที่จะใช้ได้นั้นก็ต่อเมื่ออยู่ภายใ แท็ก <head> = เท่านั้น เป็นตัวที่บ่งบอกได้เลยค่ะว่าเว็บไซต์ของคุณนั้น คือ เว็บไซตอะไร
  • <body>…</body> = แท็กที่ใช้กำหนดในส่วนชองเนื้อหาบนเว็บไซตื
  • <h1>…</h1> = แท็กกำหนดหัวข้อเนื้อหา โดยที่คุณสามารถทำการไล่เป็นลำดับชั้นได้เล็กสุดไปจนถึง <h6>
  • <p>…</p> = เป็นแท็กที่กำหนดในส่วนของเนื้อหาและมีบทความ (Paragraph)

“ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะว่าในขนาดตัวอักษร หรือ ตัวหนังสือของแท็ก <h1> จะต้องเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็จะขึ้นอยู่กับว่าคุณนนั้นได้ทำการวาง Site Map เว็บไซต์เอาไว้แบบไหน เพราะคุณนั้นสามารถกำหนดขนาดตัวอักษรหนังสือของ <h1> – <h6> และในแต่ละอันนั้นก็จะมีรูปแบบ ขนาดที่แตกต่างกัน แต่ความเป็นจริงแล้วจะตั้งให้มันมีรูปแบบที่เหมือนกันและเท่ากันก็สามารถทำได้เข่นกัน แต่ไม่มีใครทำเพราะจะทำให้สับสนในตอนที่ต้องดูแล และ ปรับปรุงเว็บไซต์

เพราะฉะนั้น คุณจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนแท็กต่าง ๆ ให้เป็นระบบเสียก่อน แล้วคุณค่อยกำหนดรูปแบบของตัวอักษรหนังสือของแต่ละแท็กในภายหลัง

h1 คืออะไร
h1 คืออะไร

h1 คืออะไร 

h1 คือ แท็กบนเว็บไซต์ที่มีหน้าที่ในการแสดงหัวชื่อเรื่อง หัวข้อเรื่อง หรือ หัวข้อหลักของคอนเทนต์ที่คุณทำการใส่มันลงไป ซึ่งจะเปรียบเทียบได้ง่าย ๆ ก็จะเหมือนกับที่คุณเขียนจดหมาย h1 นั้นก็คือ ชื่อเรื่อง และรองลงมานั้นก็จะเป็น  h2 h3 ตามลำดับ แต่ถ้าเว็บไซต์นั้นไม่มีการใส่แท็ก <h1> เอาไว้ ก็จะเหมือนกับเว็บไซต์นั้น ก็จะมีแต่เนื้อหา แต่กลับไม่มีชื่อเรื่อง เพราะฉะนั้นก็จะส่งผลให้ Google ไม่สามารถรู้ได้ว่าคอนเทนต์ที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้น ๆ มีความเกี่ยวข้องกับอะไร และ แน่นอนเลยนะคะว่าจะมีผลกระทบในการทำ SEO ในระยะที่ยาวพอสมควร และ h1 จะต่างจากแท็ก Title ซึ่งจะอยู่ในส่วน Header ในตรงที่ Title จะไม่ปรากฏให้เห็นในส่วนของเนื้อหาบนเว็บไซต์ แต่จะเป็นการแสดงผลบนหน้าผลลัพธ์การค้นหาของ Google และเป็นการบอก Google ว่าเว็บไซต์นี้จะเป็นเว็บไซต์อะไร ? ในส่วนของแท็ก h2 – h6 ก็จะเป็นการไล่ลำดับตามความสำคัญ ของหัวข้อทั้งหมดที่เราได้กล่าวไปตอนต้นแล้วค่ะ

เพราะฉะนั้น : หากคุณมีเนื้อหาคอนเทนต์ที่ดี พร้อมทั้งมีหัวข้อย่อยลงไปหลาย ๆ ขั้นโดยห้ามใช้แท็ก <p> หรือ Paragraph และทำการปรับขนาดตัวอักษรตามที่คุณต้องการ แต่ให้ใข้แท็ก  <h1> – <h6> ทำการกำหนดหัวข้อแทน ส่วนแท็ก <p> เอาไว้ใช้กับเนื้อหาคอนเทนต์ในส่วนของภายในเพียงแค่อย่างเดียว

ใครหลาย ๆ คนที่เข้ามาทำงานในด้านนี้ช่วงแรก ๆ มักจะเข้าใจผิด และ ทำการใช้แท็กผิดประเภทในส่วนของงานนั้นเองค่ะ ถ้าใครยังไม่รู้ การทำ SEO ด้วยตัวเองแบบง่ายๆจิ้มที่ลิ้งได้เลยสอนทุกอย่างอย่างละเอียดอ่อนนะคะ

การทำ SEO ด้วยตัวเองนั้นควร ต้องเริ่มต้นอย่างไร ?

เราเชื่อเสมอว่าในยุคปัจจุบันนี้ นักธุรกิจรุ่นใหม่ ๆ มักจะเกิดขึ้นอยู่ในทุก ๆวัน และ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ได้มีงบประมาณสำหรับการจ้างเอเจนซี่ เพื่อเข้ามาดูแลงานเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงจะต้องมีการทำทุกอย่าง สร้างทุกอย่างด้วยตนเอง และ แน่นอนเลยค่ะว่าการทำ SEO นั้นคุณก็สามารถทำได้ด้วยตนเองโดยจะมีขั้นตอน ต่อไปนี้

วางจุดประสงค์ของการทำ SEO ของคุณให้เป็นอย่างดี

แน่นอนค่ะว่าตรงนี้จะเป็นเป้าหมายในการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณนั้นทำการไต่ลำดับ ขึ้นมาให้อยู่ในหน้าแรกของ Google ได้แต่ถ้าหากมันมีรายละเอียดที่จะต้องทำการกำหนดให้ชัดเจนและลึกไปมากกว่านั้น ซึ่งนั่นก็คือ คุณต้องมีความต้องการในการสร้างเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาเพื่อให้ติดหน้าแรกของ Google ไปเพื่ออะไร ยกตัวอย่างเช่น เพื่อให้คนเข้ามาอ่านข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ หรือ ต้องการให้ผู้คนต่าง ๆ นั้นทำการสั่งสินค้าโดยการคลิกผ่านทางเว็บไซต์ เป็นต้น เพราะฉะนั้นหากคุณมีจุดประสงค์ หรือ เป้าหมายที่ดี แบบชัดเจน ในส่วนของการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพต่าง ๆ ก็จะเดินไปทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการออกแบบ หน้าเว็บไซต์ การปรับแต่ง UX & UI ไปจนถึงการเลือกคีย์เวิร์ด  Key Word เพื่อนำไปใส่ในคอนเทนต์ ทุกสิ่งอย่างที่เราได้กล่างวไปนั้นก็จะมีผลกับการตรวจสอบของ Google ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น

ทำ SEO
ทำ SEO

เลือกหน้าเว็บไซต์ที่คุณต้องการที่จะทำ SEO

อีกหนึ่งสิ่งที่ทุกคนจะต้องทราบนั้นก็คือ การรับทำ SEO นั้น ไม่ใช่ว่าทำเพียงแค่ครั้งเดียว แล้วเว็บของคุณก็จะดีดขึ้นไปอยู่ที่หน้าแรกของ Google ทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่แล้วที่คุณจะต้องทำกันแบบ 100% เลยนั้นก็คือจะต้องเป็นหน้าแรก หรือ Home Page แต่เว็บไซต์ธุรกิจต่าง ๆ นั้นย่อมไม่ได้มีเพียงแค่หน้าแรกหน้าเดียวเท่านั้น เพราะมันยังมีอีกหลาย ๆ หน้า ไม่ว่าจะเป็น บริการ หน้าสินค้า ติดต่อสอบถาม อื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งหน้าเหล่านี้ ก็ต้องการการเพิ่มประสิทธิภาพและทำ SEO  เช่นกัน โดยการเลือกหน้าเว็บที่จะทำ SEO  นั้นก็ควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในข้อแรกของคุณร่วมด้วย

seo Audit
seo Audit

ตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์ (Audit)

หากคุณมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองที่เป็นแบบเดิมอยู่แล้ว สิ่งที่คุณจะต้องทำเลยนั่นก็คือ ตรวจสอบหรือ ทำ SEO Auditสิ่งต่าง ๆ ที่คุณมีว่ามันเหมาะสมกับการทำ SEO  ในปัจจุบันหรือไม่เรื่องที่ควรจะดูให้ดีเลยนั่นก็คือเรื่องของแท็กต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Page Speed หรือความเร็วหน้าเว็บไซต์ ที่จำเป็นต้องเข้าใช้งานได้อย่างเสถียร หรือ ไม่มีความหน่วงจนเดินไป ซึ่งก็ต้องไปดูตั้งแต่การวาง UX & UI ของเว็บไซต์ รวมถึงภาพต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ภาพคมชัดที่สวยงาม แต่ขนาดไฟล์ก็จะไม่หนักมากจนทำให้เว็บไซต์นั้นดาวน์โหลดช้า รวมถึงการใส่ Alt Tag ในภาพและรายละเอียดจิปาถะอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสามารถสรุปได้แบบสั้น ๆ เลยนะคะว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ใช้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณแล้วสามารถเข้าใช้งานได้ง่าย และ ต้องอยู่บนเว็บไซต์ให้ได้นานมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

content update
content update

ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาคอนเทนต์ต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์

ส่วนที่สำคัญที่ไม่ทำไม่ได้เลย เพราะในการทำ SEO ก็คือการทำให้คอนเทนต์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพสูงที่สุด เพราะคำว่ามีประสิทธิภาพ นั้นจะเป็นคอนเทนต์ที่จะต้องมีสาระ และ มีประโยชน์ พร้อมกับการใส่ Key Word ที่ได้มีการตรวจสอบแล้วค่ะว่า เหมาะสำหรับที่จะนำมาใช้ในการทำ SEO หรือไม่ แต่ก็จะต้องไม่ใส่จำนวนเยอะจนเกินไปนะคะ และต้องมีการศึกษาภาษาที่ผู้คนอ่านแล้วรู้เรื่องด้วย เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่ทำเว็บไซต์ขึ้นมานั้นมัวสนใจแต่การใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปมากๆ แต่พออ่านเข้าจริง ๆ แล้ว ก็งงตาแตก ในการจับความสำคัญของการอ่านไม่ได้ อีกหนึ่งเรื่องก็คือการแทรก Anchor Link ที่จะต้องดูให้ดีว่าลิงก์ที่คุณทำการใส่มันลงไปแล้วนั้นมีความเกี่ยวข้องกับคำ Key Word หรือไม่ Anchor Link ที่จะต้องดูให้ดีว่าลิงก์ที่ แต่พอคนคลิกเข้าไปแล้วนั้นพาไปอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ได้มีความสอดคล้องกับคำ ๆ นั้นเลย คะแนนในการทำ SEO ของคุณนั้นก็จะลดลงทันที

วิเคราะห์ อัพเดทข้อมูล
วิเคราะห์ อัพเดทข้อมูล

ทำการวิเคราะห์ อัพเดทข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

เมื่อมีการตรวจสอบแล้ว และ แก้ไข ปรับปรุงในส่วนต่าง ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพแล้วนั้น ก็ห้ามเอาไปทิ้งไว้แค่นั้น คุณจะต้องหมั่นกลับไปอัพเดทคอนเทนต์ให้ทันยุค ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา อย่างสม่ำเสมอ เพราะข้อมูลบางอย่างนั้นก็จะไม่ได้เป็นแบบเดิมไปตลอด จะมีการปรับเปลี่ยน Key Word เพิ่มเติมเพื่อดันให้หน้าเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาหน้าแรก  ๆ จากคำอื่น ๆ บ้าง โดยจะมีการเพิ่มเนื้อหาที่มากขึ้นอาจจะใช้เครื่องมือของ Google Search Console เข้ามาช่วยดูควบคู่กันไปว่าคนที่เข้ามาในเว็บไซต์ของเรานั้นเข้ามาได้อย่างไรมาจากคำไหน คุณก็จะทราบทุกสถานการณ์และทำให้มันดีขึ้นมากกว่าเดิม

บทความแนะนำ: การทำ SEO นั้นมีประโยชน์อย่างไรต่อธุรกิจของคุณ?

การทำ SEO นั้นมีประโยชน์อย่างไรต่อธุรกิจของคุณ?

มุมใดที่มีผู้คนมากมาย มุมนั้นย่อมมีธุรกิจเสมอ หากคุณเคยได้ยินใครที่เคยพูดที่เกี่ยวกับทำนองนี้ละก็คุณอาจจะพอเข้าใจได้แล้วค่ะว่า ทำไมการที่จะมีเว็บไซต์ของเราขึ้นมาติดอันดับหน้าแรกของ Google ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำ SEO นั้นจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มโอกาสที่ให้ผู้คนต่าง ๆ ค้นหาสิ่งต่าง ๆ ผ่านช่องทางบนโลกออนไลน์ที่พวกเขาสามารค้นหาเจอ ยกตัวอย่างนะคะ เช่น ผู้เขียนต้องการหาซื้อรองเท้าผู้หญิงสัก 1 คู่ ในโลกใบนี้มีแบรนด์รองเท้าแบบนับไม่ถ้วนเยอะมาก ๆ

แต่พอผู้เขียนนั้นทำการค้นหาผ่านช่องทาง Google แล้วเว็บไซต์ของคุณดันปรากฏขึ้นมาให้เก็นก่อนเป็นลำดับต้น ๆ ซึ่งแน่นอนเลยค่ะว่าในการตัดสินใจที่ผู้คนเหล่านั้นจะทำการคลิกเข้าไปดูนั้นมันมีมากกว่าอยู่แล้วแน่นอน นอกจากนั้นยังไม่พอ ยังช่วยในเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือได้อีกด้วย เพราะว่าใคร ๆ ก็ต่างรู้ว่าการที่จะขึ้นมาอยู่ที่หน้าแรกของ Google ได้นั้นมันไม่ใขช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย อีกทั้งการทำ SEO นั้นสามารถทำได้ฟรีอีกด้วย แต่พอเมื่อคุณได้ลองทำจนเว็บไซต์ของติดอันดับหน้าแรก ๆ แล้ว

ก็จะเป็นการช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการ ซื้อโฆษณา ADS หรือ Adwords ได้อีกด้วย เพราะการเสิร์ชแล้วก็เจอเลยนั่นเองค่ะ “เพราะโดยปกติแล้วเว็บไซต์ที่ยังไม่ได้ขึ้นมาหน้าแรก ๆ คุณก็สามารถทำการสร้างเว็บไซต์แสดงอยู่บนหน้าแรกได้เร็วที่สุด โดยการซื้อโฆษณา Search Ad กับ Google แต่ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ในการสั่งซื้อโฆษณา นั้นอง และทั้งหมดนี้ก็ คือ วิธีการทำ SEO ที่ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเว็บไซต์ของคุณได้ คราวนี้เรามาดูกันต่อเลยค่ะว่า คำศัพท์ต่าง ๆ ที่คนทำ SEO จะต้องรู้นั้นมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO ห้ามพลาด !!
คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO ห้ามพลาด !!

คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO ห้ามพลาด !!

  • Algorithm หมายถึง กระบวนการการทำงานของช่องทางแพลตฟอร์ม ซึ่งในส่วนนี้ก็คือ Google มีการออกแบบเอาไว้โดยจะใช้หลักการ และ เหตุผลเข้ามาช่วยเลือก วิธีการ หรือ ขั้นตอนต่าง ๆ ในการดำเนินงานต่อไป เพื่อให้จุดประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งาน แพลตฟอร์มให้สูงที่สุดและโปร่งใส
  • Keyword หมายถึง เป็นคำค้นหา ที่ผู้คนมักใช้สำหรับในส่วนของการค้นหาสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการในช่อง Search Engine ยกตัวอย่างเช่น หากคนกำลังต้องการซื้อบ้านมือสองย่านปทุม เขาก็อาจจะใช้คำค้นหาที่เป็น บ้านมือสอง แถมประทุม ราคาไม่เกิน 1.5 ล้าน เป็นต้น
  • Web Page หมายถึง หน้าต่าง ๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ เพราะว่า 1 ในเว็บไซต์ทั่วไปนั้นจะมีหลากหลายรูปแบบ Web Page ยกตัวอย่างเช่นหน้าแรก ของบทความ หน้าสินค้า หรือ รวมไปถึงหน้าติดต่อเรา เป็นต้น
  • Rank หมายถึง เป็นในส่วนของการจัดลำดับของเว็บไซต์ที่อยู่ใน Google หรือ Search Engine อื่นๆ ยิ่งถ้า Rankของคุณสูงขึ้น เท่ากับว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นก็กำลังที่จะค่อย ๆ เขยิบขึ้นมาเรื่อย ๆ ในหน้าแรกของ Google ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับว่า คุณอยู่ใน Rank ลำดับที่เท่าไร
  • Organic หมายถึง ส่วนของการทำใด ๆ ไม่ว่าจะกระทำอะไรก็ตามแต่ที่ทำขึ้นมาเป็นแบบธรรมชาติ ไม่ได้มีการใช้เงินแต่อย่างใด หรือการสแปม
  • Optimize หมายถึง การเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการเข้าไปตรวจสอบ และทำการปรับปรุง และ อัพเดทข้อมูลอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับทำการแก้ไข
  • Backlink หมายถึง ลิ้งค์เว็บไซต์ของคุณที่มีการนำไปแปะไว้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ และมีคนที่คลิกกลับเข้ามา โดยในส่วนนี้มักจะมีการถูกใส่เอาไว้ในรูปแบบของลิ้งค์อ้างอิง และ Anchor Link นั้นเองค่ะ
  • Rich Snippet หมายถึง เป็นรูปแบบของการแสดงรายละเอียดที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ในหน้าค้นหาของ Google ซึ่งจะมีความพิเศษมากกว่าตรงที่จะมีการแสดงข้อมูลอื่น ๆ เพราะนอกเหนือจากตัว Description และ Title ยกตัวอย่างเช่น รูปภาพ ราคาสินค้า คะแนนรีวิว อื่น ๆ เป็นต้น โดยที่ผู้เข้าใช้งาน นั้นสามารถทำการใส่ข้อมูลเพื่อให้ทาง Google แสดงผลตามที่เราต้องการได้
  • SERPs หมายถึง เป็นการแสดงผลของลำดับทาง Search Engine หรือ เราจะทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ เลยนั้นก็คือ หน้าผลลัพธ์การค้นหาบน Google เวลาที่คุณนั้นทำการพิมพ์ หรือ ทำการใส่คีย์เวิดร์ลงไป โดยจะมีการแบ่งเป็น 2 รูปแบบ หรือ 2 ชนิดนั้นก็คือ Organic SERP Listings ** เป็นการแสดงผลลัพธ์ของการจัดลำดับรูปแบบธรรมชาติ** กับอีกหนึ่งรูปแบบก็คือ Paid SERP Listing ** เป็นการแสดงผลลัพธ์ของการแสดงการซื้อโฆษณาทาง Google หรือ ผ่านทาง Sponsored Links** นั่นเองค่ะ
รับทำ SEO
รับทำ SEO

หากคุณเคยมีการมองหาการรับทำ SEO นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เป็นเรื่องแบบเฉพาะทางที่คนเก่ง ๆ นั้น สามารถเข้าถึงได้ เท่านั้น !! และถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วละก็ คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยนะคะว่า SEO นั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำการศึกษา ค้นหา ทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง เพียงแค่การศึกษานั้นจะต้องใช้เวลา และ การทำแบบสม่ำเสมอ

บทความแนะนำ: ก่อนทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มว่า Search Engine นั้นคืออะไร

ก่อนทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มว่า Search Engine นั้นคืออะไร

ถ้าหากคุณคือคนหนึ่งที่กำลังมีความสงสัย และอยากทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับแรก ของหน้า 1 ของเว็บ Google เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และในบทความนี้จะออกมาชี้แจ้งให้ทุกคนได้ทราบถึงความสำคัญของการทำ SEO แล้ว และเราก็ยังจะบอกวิธีการให้คุณนั้นสามารถทำ SEO ด้วยตนเองเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับหน้าแรก Google ได้อีกด้วย หรือถ้าจะไปจ้างเอเจนซี่ คนอื่น ๆ ให้ทำ SEO คุณก็จะเข้าใจและจะพูดคุยกับเขาได้รู้เรื่องหากคุณพร้อมไปเริ่มกันได้เลยค่ะ เราขอขยายความถึงเรื่องพื้นฐานของสิ่งที่ทำให้คุณต้องทำ SEO กันดีกว่าและที่เรากำลังจะพูดถึงต่อจากนี้นั้นก็คือ Search Engine

Search Engine หมายถึง
Search Engine หมายถึง

Search Engine หมายถึง

หากมีการแปลในส่วนของคำนี้ก็จะแปลออกได้ว่า “เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการค้นหา” ต่าง ๆ ให้คุณลองจินตนาการดูนะคะว่าในปัจจุบัน 2021 นี้ไม่มี Search Engine เอาไว้ให้คุณเข้าใช้งานในขณะที่บนโลกออนไลน์ก็จะมีเว็บไซตืแบบนับล้าน ซึ่งคุณสามารถค้นหาสิ่งที่คุณต้องการได้ แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ Search Engine จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งเว็บไซต์ วีดีโอ รูปภาพ และอื่น ๆ บนอินเตอร์เน็ตทั้งหมด เพื่อขึ้นมาแสดงผลการค้นหาคำ “Keyword” ที่ผู้ใช้ทำการใส่เข้าไป

Search Engine มีอะไรบ้าง?

                แน่นอนว่าชื่อแรกที่คุณจะทำการนึกถึงเลยนั้นก็คือ Google แต่นอกจานนั้นก็ยังมี Search Engine อื่น ๆ อีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Bing, Ask , Yahoo หรือ อื่น ๆ ซึ่งจะเป็นของจีนอย่างเช่น Baidu Search เป็นต้น

การทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มมีอะไรบ้าง ?
การทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มมีอะไรบ้าง ?

การทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มมีอะไรบ้าง ?

อันที่จริงแล้วในการทำ SEO นั้นคุณจะต้องทราบในส่วนของการอาศัยองค์กรความรู้ต่าง ๆ ในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของความรู้พื้นฐานที่มีการเชื่อมโยงเกี่ยวกับเว็บไซต์ แต่อาจจะไม่ถึงขั้นตอนเขียนโปรแกรมเป็นแต่จะต้องรู้และเข้าใจองค์ประกอบภาษา HTMLว่ามีส่วนประกอบที่สำคัญอะไรบ้าง เพราะองค์ประกอบของหน้าเว็บไซต์ทั่ว ๆ ไป นั้นจะมีส่วนที่สำคัญใหญ่ ๆ นั้นจะมีอยู่ทั้งหมด 3 ข้อ นั้นก็คือ Header, Body และ Footer

  • Header คือ

จะเป็นบริเวณด้านบนสุดของหน้าเว็บเพจซึ่งจะเป็นส่วนที่ใช้สำหรับในการแสดงชื่อเว็บไซต์ โลโก้ของคุณไปยังแถมเมนู “Navigation Bar” ที่คุณนั้นจะสามารถใช้ลิ้งค์ข้ามไปยังหน้าอื่น ๆ บนเว็บไซต์ของคุณได้ อีกทั้งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่คุณสามารถกำหนด Title ของทางเว็บไซต์ของคุณจนรวมไปทั้งสไตล์ต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ทั้งหมด

  • Body คือ

เป็นส่วนกลางของทางเว็บไซต์ซึ้งจะเป็นพื้นที่สำหรับการใส่ข้อมูล เนื้อหาต่าง ๆ อาทิเช่น “Content” ต่าง ๆ ที่คุณต้องการ ประกอบไปด้วยตัวหนังสือของบทความนั้น ๆ และจะมี รูปภาพ วีดีโอ รวมไปถึง ตารางข้อมูล อื่น ๆ ด้วย

  • Footer คือ

ในส่วนล่างสุดของทางเว็บไซต์นั้นจะมีไว้สำหรับการใส่ลิ้งค์เข้าไปเพื่อให้เข้าไปสู่หน้าอื่น ๆ จนรวมไปถึงข้อมูลเฉพาะต่าง ๆ ที่อาจจะไม่ได้สำคัญมากเท่าไหร่ ข้อมูลเพิ่มเติมจากทางหน้าเว็บไซต์ รวมไปถึงที่อยู่สำหรับการติดต่อ ในส่วนของลิขสิทธิ์ คำแนะนำ และ อื่น ๆ คุณก็สามารถนำมาใส่ในส่วนนี้ได้ทันที

ในส่วนของ ** Footer** นั้นจะมีหรือไม่มีบนเว็บไซต์ของคุณก็ได้ค่ะ

บทความน่าสนใจ: การทำ SEO ให้ติดหน้าแรกของ Google ด้วยฝีมือตนเอง ฉบับย่อ 2021

การเลือก “โฮสติ้ง” สำหรับสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress

การเลือกผู้ให้บริกาด้าน WordPress ที่มี “โฮสติ้ง” ที่มีความน่าเชื่อถือ          

ข้อนี้เราจะถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ที่ทุกคนจะต้องทำการพิจารณาในการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาด้วย WordPress หรือจะเรียกอีกอย่างว่า CMS อื่น เพราะทุกคนคงยังไม่อยากเจอปัญหาหลังจากที่คุณ ลงทุน สร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองแต่กลับปรากฎว่า “โฮลติ้ง” นั้น ที่เข้าใช้บริการมีระบบที่ล่มบ่อย โหลดช้า แก้ไขปัญหาทางเทคนิคให้คุณไม่ได้ หรือ บริการลูกค้าไม่ดีเท่าที่ควร และนอกจากนี้จะทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นเข้าใช้งานไม่ได้ จึงทำให้เสียลูกค้าไป เสียโอกาสในการขายของ และยังต้องมานั่งเสียเวลาในการแก้ไขปัญหา หรือ ย้ายไปหาผู้ให้บริการเจ้าใหม่

การที่เว็บไซต์ของคุณนั้นมีการโหลดช้า หรือ โหลดเร็ว แต่ปัจจัยหลักนั้นก็จะมาจากคุณภาพของทางเว็บไซต์ของคุณนั้นเองค่ะ ที่เป็นตัวหลักนั้นก็คือ “โฮสติ้ง” ไม่ว่าจะเป็นสเปคของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ หรือ การตั้งค่า “โฮสติ้ง” สำหรับการเข้าใช้งานกับเว็บไซต์ WordPress เฉพาะ และการที่ทางเว็บไซต์ของคุณนั้นมีการโหลดช้าจนทำให้เสียผู้เข้าชม ซึ่งจะส่งผลให้อันดับของคุณใน Search engine ใน Google อีกด้วย แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไร ? ว่าผู้ให้บริการเจ้าไหนที่มีความน่าเชื่อถือ ? ซึ่งคุณสามารถเข้าไปอ่านรีวิวต่าง ๆ ได้ตาม Blog ต่างได้ แต่ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่ใช้สำหรับ WordPress โฮสติ้ง ทาง “WordPress.org นั้นเองเราขอแนะนำว่าให้ไว้ 3 ที่ ซึ่งนั่นก็คือ SiteGround , BlueHost และ DreamHost เป็นต้น เพราะทั้ง 3 ที่มีการออแบบมาแบบนี้ก็เป็นเพราะออกแบบมาเพื่อ โฮสติ้ง ของ WordPress โดยเฉพาะ ส่วนสเปคของเซิร์ฟเวอร์นั้นก็จะมีการครอบคลุมสเปคขั้นต่ำที่ทาง WordPress ต้องการ ผู้ที่ใช้สามารถเข้าไปติดตั้ง WordPress ได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ WordPress โดยเฉพาะเรื่องของการให้ความช่วยเหลืออตลอด 24 ชั่วโมง

Server สำหรับทำ WordPress
Server สำหรับทำ WordPress

สเปคขั้นต่ำของการใช้ Server สำหรับทำ WordPress

เว็บ Hosting แพคเกจที่มีการรองรับการติดตั้งการเข้าใช้งานของ WordPress 5.3 ซึ่งจะต้องมีสเปคที่เป็นขั้นต่ำที่มี ดังนี้

  • PHP Version 5.6.20 ขึ้นไป
  • มีฐานข้อมูล MySQL 5.0 ขึ้นไป

นอกจากสเปคขั้นต่ำแล้ว WordPress ก็ยังมีสเปคที่เป็น Server ที่ทาง WordPress มีการแนะนำ เพื่อเข้าใช้งาน WordPress ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด

  • PHP เวอร์ขั่น 7.3 ขึ้นไป
  • มีฐานข้อมูล MySQL Version 5.6 ขึ้นไป
  • มี Server Nginx หรือ Apache
  • มีการรองรับโปรโคตอล HTTPS
 Server สำหรับการทำ “โฮสท์เว็บไซต์”
Server สำหรับการทำ “โฮสท์เว็บไซต์”

เลือกประเภทของ Server สำหรับการทำ “โฮสท์เว็บไซต์”

โดยทั่วไปแล้วประเภทของ Server นั้นสามารถแบ่งได้ทั้งหมดเป็น 4 ประเภท ดังนี้

  • แชร์เซิร์ฟเวอร์  “Shared Server”

เป็น Server ที่โฮลท์เว็บไซต์ได้หลาย ๆ เว็บซึ่งจะอยู่ใน Server หนึ่งเครื่อง โดยทั่วไปเบสิค โฮลติ้งแพคเกจมักจะเป็นการแชร์ Server เนื่องจากมีราคาที่ไม่แพง ซึ่งจะเหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมไม่เยอะเท่าไหร่ และ ข้อเสียของมันก็คือ ความรวดเร็วของเว็บไซต์ที่มีการแปรตามจำนวนผู้เข้าใช้งานใน Server ในช่วงเวลานั้น ๆ หากมีผู้ที่เข้ามาใช้บริการอยู่ในเว็บ Server เครื่องนั้น ๆ พร้อม ๆ กันจำนวนมาก ก็จะทำให้เว็บของคุณเกิดการล่าช้าได้ แชร์ Server นั้นเปรียบเสมือนกับการที่คุณเช่าห้องนอนรวมห้องเดียวกับเพื่อน แบ่ง **แย่ง** ทรัพยากรในห้องที่ใช้ร่วมกัน และราคาเริ่มต้นนั้นก็จะต้องมีการแชร์ Server โดยประมาณ 100 บาท/เดือน ซึ่งเว็บโฮลติ้งบางเจ้านั้นจะมีแพคเกจระหว่าง Managed WordPress Hosting กับ Shared Hosting ซึ่งแต่ละแพคเกจนั้นจะมีทั้ง 2 รูปแบบที่สามารถติดตั้ง WordPress ขึ้นมาได้ แต่ก็จะมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นสเปคของ Server รวมไปถึงฟีเจอร์ และมีการให้บริการเสริมที่เพิ่มมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

  • แชร์เซิร์ฟเวอร์ ที่มีการจัดการทรัพยากรในแต่ละเว็บไซต์ที่เป็นเฉพาะ (Virtual Private Server หรือ VPS) ก็ยังเป็น Server แต่ก็จะมีการแบ่งทรัพยากรในเรื่องของระบบการประมวลผล – แบรนด์วิธให้ในแต่ละเว็บ โดยจะมีจำนวนในแต่ละ Server ก็จะมีจำนวนที่น้อยกว่าการแชร์ Server ที่เป็นแบบแรก ซึ่งจะเหมือนกับคุณกำลังเช่าคอนโด และมีการกันห้องแยกเป็นแต่ละห้อง โดยจะมีราคาเริ่มต้นของ VPS อยู่ที่ 400 บาท/เดือน
  • เซิร์ฟเวอร์แยก (Dedicated Server) ซึ่งแบบนี้คือที่คุณเช่า Server ทั้งเครื่อง ซึ่งทรัพยากรในการประมวลผลต่าง ๆ นั้นจะเป็นของคุณทั้งสิ้น ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองหลาย ๆ เว็บ ที่มีการบริหารการจัดการอยู่ใน Server ในเครื่องเดียว จะเปรียบเสมือนกับคุณเช่าบ้านนั้นเองค่ะ ซึ่งพื้นที่ทรัพยากรทั้งหมดนั้นจะเป็นของคุณ ที่มีราคาเริ่มต้นของ Server แยกประมาณ 2,500 / เดือน
  • คลาวด์เซิร์ฟเวอร์ (Cloud Server) Server ทั้ง 3 รูปแบบข้างต้นที่ได้กล่าวไปนั้นจะมีที่ตั้งของเครื่อง Server อยู่ที่เดียว ยกตัวอย่างเช่น  London , US และ Singapore เป็นต้น แต่คลาวด์เซิร์ฟเวอร์ จะเป็นการใช้ทรัพยากรของทาง Server หลาย ๆ เครื่องร่วมกันไม่ว่าจะเป็นระบบของการประมวลผล พื้นที่การเก็บข้อมูล แบนด์วิธ ส่งผลให้มีความรวดเร็วมากกว่า Server แบบปกติ รวมไปถึงการลดปัญหาเว็บล่มจาก Server ด้วยค่ะ เพราะว่าจะเป็นการใช้กลุ่ม Server ในการเก็บรักษาข้อมูล และมีการประมวลผล หากมี Server เครื่องหนึ่งหนึ่งระบบล่ม ก็ยังมี Server เครื่องอื่น ๆ ที่มีการทำงานแทนอยู่นั้นเองค่ะ และส่วนคลาวด์เซิร์ฟเวอร์นั้นก็ยังสามารถ แบ่งเป็นประเภทด้านการจัดการทรัพยากรได้ซึ่งจะเป็นแบบ VPS Cloud Server และ Shared Cloud Server เช่นเดียวกัน และส่วนราคาของคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ จะเริ่มต้นอยู่ที่ 125 บาท/เดือน

จำนวนเว็บไซต์ และ ซับของโดเมนเนม

ในการดู “โฮสติ้ง” เพจเกจนั้น คุณสามารถเข้าด฿จำนวนเว็บไซต์ “หรือจำนวนโดเมนเนม” และ มีจำนวนของการซับโดเมนเนม ที่จะมีได้แค่ต่อหนึ่ง Hosting เพจเกจด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีการวางแผนการใช้ Hosting ในการสร้างเว็บไซต์มากกว่าหนึ่งเว็บ เพราะโดยทั่วไปแล้ว หนึ่งเว็บไซต์จะต้องมีการใช้หนึ่งโดเมนเนม และยังมีแบบหลายซับโดเมนได้เช่นกัน อาทิเช่น เว็บไซต์ mydomain.comจะมีการสร้างเว็บไซต์รูปแบบย่อยที่บนซับโดเมน shopping.mydomain.com และ store.mydomain.com โดยจะถือว่าคุณก็จะมีหนึ่งเว็บไซต์ กับอีก  2 ซับโดเมน ส่วน Hosting บางเจ้า ก็จะมีการให้ยริการที่คุณนั้นสามารถมีได้หลาย ๆ โดเมนที่ชี้ไปยังเว็บไซต์เดียวกันได้อีกด้วยค่ะ “Parked Domain Name” ยกตัวอย่างเช่น mydomain.th และ mydomain.net ซึ่งจะมีการชี้ไปยังเว็บเดียวกันกับ mydomain.com

พื้นที่การเก็บรักษาข้อมูล
พื้นที่การเก็บรักษาข้อมูล

พื้นที่การเก็บรักษาข้อมูล และ มีจำนวนรากฐานข้อมูล

  • พื้นที่การเก็บข้อมูล (Web Space)  นั้นก็คือ พื้นที่บนอาร์ดไดรฟว์ที่บน Server ที่ให้คุณได้ทำการเก็บไฟล์ต่าง ๆ ไม่วว่าจะเป็น รูปภาพ วีดีโอ รวมถึงทั้งโค้ด แต่ถ้าเว็บของคุณนั้นไม่ได้มีจำนวนรูปแบบ หรือ จำนวนวีดีโอที่เยอะมาก เพราะโดยทั่วไปแล่วแพคเกจแบบ เบสิก “Basic” จะมีพื้นที่ให้อยู่ที่ประมาณ 5 – 10 GB ถือว่าเหลือเฟือมาก ๆ

นอกจากพื้นที่ฮาร์ดไดรฟว์แล้วนั้น ยังมีบาง Hosting จะมีการกำหนดจำนวนไฟล์ที่สูงมากที่สุดที่มีได้ (Inodes)  ต่อ 1 Hosting แพคเกจด้วย ยกตัวอย่างเช่น SiteGround StartUp 10GB ก็จะมีจำนวนไฟล์สูงสุดไม่เกิน 150,000 Inodes นั่นเองค่ะ

  • จำนวนฐานข้อมูล (MySQL Database)  จะมีฐานข้อมูลเพื่อใช้สำหรับการเก็บข้อมูล (ไม่ใช่ไฟล์) ต่าง ๆ ของทาง WordPress อาทิเช่น ข้อมูลการตั้งค่า ข้อมูลสมาชิกต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลโพส ซึ่งจะมีการถูกเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล ที่มีการติดตั้ง WordPress ซึ่งหนึ่งชุดจะได้ใช้ 1 ฐานข้อมูล เพราะฉะนั้น ผู้ที่ให้บริการ Hosting บางเจ้าจะให้คุณมีจำนวนเว็บไซต์ได้แบบหลาย ๆ เว็บไซต์ไม่จำกัดต่อ 1 Hostingแพคเกจแต่จำนวนฐานข้อมูลที่ให้มานั้นจะเป็นการจำกัดจำนวนของ WordPress ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่คุณมีได้ที่สามารถมีได้ใน 1 โฮสติ้งแพคเกจอีกด้วยค่ะ และนอกจากนี้ ผู้ที่ให้บริการ โฮลติ้งบางรายอาจจะไม่มีการจำกัด จำนวนฐานข้อมูล แต่จะจำกัดขนาดฐานข้อมูลแทน ยกตัวอย่างเช่น SiteGround แพคเกจเริ่มต้นจะมีการจำกัดขนาฐานของข้อมูลที่ 500MB เป็นต้น

และอีกหนึ่งอย่างที่ต้องมีนั้นก็คือ “ปลั๊กอิน” เป็นสำหรับการสร้างร้านขายของออนไลน์ WooCommerce ซึ่งจะสามารถใช้ฐานข้อมูลนั้นร่วมกับ WordPress ได้นั้นเองค่ะ *** WooCommerce+ WordPress = 1 MySQL Database*** แต่ถ้าคุณทำการลง CMS แบบอื่น ก็จะเป็นร้านขายของออนไลน์ทันที อาทิเช่น Presta Shop หรือ Magento ซึ่งก็จะต้องมีฐานข้อมูลแยกอีกต่างหากจำนวน 1 ชุด

ปริมาณการใช้ข้อมูล
ปริมาณการใช้ข้อมูล

ปริมาณการใช้ข้อมูล และปริมาณจำนวนผู้ที่เข้าชม

ในการดูว่า Hosting แพคเกจที่คุณจะเลือกนั้นจะต้องมีการรองรับจำนวนผู้ที่เข้าชมได้มาก หรือ ได้น้อยแค่ไหนซึ่งคุณสามารถเข้าดูได้จากปริมาณการรับ – ส่ง ข้อมูล Data Transfer หรือ Bandwidth) และ จำนวนผู้ที่เข้าชม (Visitors) เพราะทางเว็บของ โฮลติ้ง ในแต่ละรายนั้นก็จะมีการกำหนดที่ไม่เหมือกัน เพราะบางครั้งการที่ไม่จำกัดปริมาณการรับส่งข้อมูล แต่เราจะขอบอกคร่าว ๆ ก่อนนะคะว่า Hosting Package ที่เลือกรองรับจำนวนผู้ที่เข้าชมนั้นได้แบบสูงสุดซึ่งก็จะได้เดือนละกี่คน ยกตัวอย่างเช่น SiteGround StartUp 10GB จะรับผู้เข้าชมเดือนละ 10,000 ตนแต่จะไม่มีการจำกัดจำนวนการรับ – ส่งข้อมูล หรือ ThaiDataHosting WP-SSD1 แบบไม่จำกัดตามจำนวนผู้ที่เข้าชม แต่จะเน้นในเรื่องของการจำกัดปริมาณรับ – ส่งข้อมูลเดือนละ 200GB เป็นต้น

ถ้าเว็บไซต์ของคุณเน้นในเรื่องของการโหลดคอนเทนต์ อาทิเช่น ทำการโหลดไฟล์ใหญ่ ๆ โหลดหนัง ซึ่งการเลือกจำนวนผู้ที่เข้าชมแทนก็น่าจะดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปริมาณการรับ – ส่งข้อมูล หรือ จำนวนผู้ที่เข้ามารับชม เพื่อเป็นตัวชี้วัดแบบคร่าว ๆ สำหรับการประมาณในการใช้ทรัพยากรที่ใช้ โฮสติ้งแพคเกจของคุณซึ่งมีการรองรับได้นั้น ก็ไม่ได้หมายความเสมอไปว่าเมื่อถึงค่าที่กำหนด ทางเว็บไซต์ของคุณก็จะใช้งานได้ทันที เพียงแต่ทางผู้ให้บริการของเว็บ Hosting จะมีการติดต่อคุณเพื่อให้ขยายไปยังแพคเกจที่ใหญ่กว่า เป็นต้น

มีบริการฟีเจอร์เสริมต่าง
มีบริการฟีเจอร์เสริมต่าง

มีบริการฟีเจอร์เสริมต่าง ๆ สำหรับเว็บไซต์

นอกจากสเปคในส่วนของตัวเครื่อง Server เองแล้ว โฮลติ้งก็จะมีการให้บริการฟีเจอร์เสริมที่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน อาทิเช่น แคช ที่เป็นตัวช่วยเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ เพื่อให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้น เป็นการเพิ่มความปลอดภัยด้วย SSL หรือปลั๊กอิน ช่วยในเรื่องความสะดวก สบาย ในการเข้าใช้งานต่าง ๆ ซึ่งจะมีฟีเจอร์หลัก ๆ ที่แอดจะมาแนะนำให้ทุกคนควรมี ซึ่งนั้นก็ได้แก่ HTTPS และ SSL Certificate  จะเป็นการเข้ารหัสผ่านความปลอดภัยที่มีข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับผู้ที่เข้ามาชมภายในเว็บไซต์ของคุณ กับ เว็บเซิร์ฟเวอร์ที่เว็บไซต์ตั้งอยู่ เพราะเว็บไซต์ที่มีการเข้าถึงด้วยรหัสผ่าน SSL ซึ่งนั้นจะเป็นชื่อของ URL ที่มันจะขึ้นต้นด้วย https:// แทนที่จะเป็น http:// รวมไปถึงที่มีตัวเครื่องหมายล็อกแม่กุญแจอยู่ข้างหน้า ซึ่งถ้าหากคุณลองคลิกไปที่แม่กุญแจแล้วคุณสามารถดูรายละเอียดใบรับรองความปลอดภัย ของเว็บไซต์ นั้น ได้ทันที

  • https ถือเป็นมาตรฐานของความปลอดภัยของเว็บไซต์ต่าง ๆ ควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ไหนก็ตามแต่คุณจะต้องเป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ เท่านั้น หรือ ต้องเป็นเว็บบล็อกธรรมดาก็ตาม แต่ในส่วนข้อดีของตัว https นั่นก็คือ เรื่องของการรักษาความปลอดภัยในเรื่องของข้อมูลผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บคุณ ซึ่งส่งผลถึงความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณด้วย
  • SSL Certificate โดยส่วนใหญ่จะมีติดมากับ แพคเกจของเว็บโฮสติ้งแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปติดตั้งเองได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ SSL ก็จะเป็นที่นิยม อาทิเช่น Let’s Encrypt SSL Certificate เป็นต้น
  • HTTP/2 จะเป็นโตคอลใหม่ที่กำลังเข้ามาในตอนนี้ซึ่งจะมาแทนที่ตัว HTTP/1 ซึ่งในส่วนนี้สามารถทำการดาวน์โหลดไฟล์ code ต่าง ๆ อาทิเช่น CSS, JAVA และ HTML ของเว็บไซต์ได้แบบพร้อม ๆ กัน “Multiplexing” แทนที่จะรอโหลดทีละไฟล์เหมือกับ HTTP/1 นั้นจะมีการส่งผลให้ทางเว็บไซต์ที่ใช้ตัว HTTP/2 เกิดความเร็วมากกว่า HTTP/1 อย่างมาก “HTTP/2 สามารถใช้งานได้เหมือน ๆ กับเว็บไซต์ที่มีการเปิดให้บริการเข้าใช้งาน https เท่านั้น
  • เซิร์ฟเวอร์แคช “Server Cache” จะเป็นตัวฟีเจอร์ที่ช่วยในเรื่องของการ โหลดเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ของคุณเพื่อเป็นการเพิ่มความเร็วนั้นเองค่ะ ทางโฮลติ้งในแต่ละเจ้านั้นก็จะมีการแคชเทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น OPcache และ  Varnish เป็นต้น ทั้งนี้การใช้ Server Cache จะเป็นการเก็บข้อมูลไว้ใน  RAM ของเครื่อง Server  ซึ่งจะมีความแตกต่างกันจาก Browser Cache หรือ Page Cache ที่มีการทำงานผ่านทางปลั๊กอินต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น W3 Total Cache เป็นต้น
  • FTP และ SSH  จะเป็นตัวคล้าย ๆ กับช่องทางให้คุณทำการจัดการไฟล์ต่าง ๆ ในเว็บไซต์ผ่านทาง ซอฟท์แวร์ FTP หรือ SSH ที่มีการติดตั้งอยู่บนเครื่องของคุณโดยที่ไม่ต้องใช้ File Managerใน Admin Panel ของเว็บ Hosting และทั้งหมดนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความสะดวกในการเข้าใช้งานของแต่ละคนร่วมด้วยค่ะ ว่าถนัดทางไปทางไหน

บทความน่าสนใจ: การสร้างเว็บไซต์ WordPress ด้วยตัวเองใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาที