รวมบทความน่ารู้ เกี่ยวกับ Digital Marketing SEO, Google Ads, Web Design บทความภาษาไทย

เทคนิคการสร้างเว็บไซต์ WordPress แบบง่าย ๆ ด้วยการขึ้นด้วยตัวเอง สำเร็จภายใน 15 นาที เท่านั้น!!

ในการทำธุรกิจผ่านบนโลกอินเตอร์เน็ต และ การหารายได้จากช่องทางออนไลน์จะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพราะว่าเว็บไซต์นั้นจะเปรียบเสมือนกับสำหนักงานใหญ่ หรือหน้าร้านแบบหลักของโลกออนไลน์ของคุณ ส่วนของโซเชียลต่าง ๆ ก็จะเปรียบเสมือนกับ สาขาย่อยนั้นเองค่ะ แต่ผลสุดท้ายแล้วคุณจะต้องส่งคนกลับไปที่เว็บไซต์ ในสมัยก่อนหน้านี้การทำเว็บไซต์ขึ้นมาได้นั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากที่สุด และ จะต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายสูง และในปัจจุบัน 2021 นี้ การทำเว็บไซต์เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ๆ แถมยังมีราคาถูกมากกว่าการที่คุณไปจ้างคนอื่นมาทำเว็บไซต์ สามารถสร้างมันได้ง่ายมาก ๆ สามารถทำได้ด้วยตนเองโดยที่คุณไม่จำเป็นที่จะต้องรู้เรื่อง โค้ดดิ้งใด ๆ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 15 นาที เท่านั้น !! คุณก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองและพร้อมที่จะเริ่มต้นในการหาเงินผ่านช่องทางออนไลน์

การเริ่มต้นทำเว็บไซต์เป็นของตัวเองนั้นจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ? ซึ่งมีดังนี้

  • Doman name

Doman name คือ ชื่อที่คุณจะต้องนำไปจดทะเบียนขึ้นเป็นชื่อเว็บไซต์ของคุณ โดยะมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำแบบรายปี โดยจะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณปีละ 10 – 40 เหรียญนั่นเองค่ะ และมันก็จะขึ้นอยู่กับการจด Doman name ได้อย่างไร หากมีการจดขึ้นมาแล้วคุณอาจจะได้ราคาที่ถูกกว่าการจดแบบโดยตรงกับโฮสต์ที่คุณจะไปเช่า แต่คุณก็จะต้องทำการชี้โดเมนจากผู้ที่เข้าใช้บริการโดยการจด โดเมนไปยัง Name Server ของโฮสต์ที่คุณไปเช่าและทำเว็บไซต์ด้วยตนเอง ซึ่งขั้นตอนนั้นจะไม่มีความยุ่งยากอย่างที่คุณคิด แต่ถ้าหากคุณเป็นนักธุรกิจมือใหม่ เราขอแนะนำว่าให้ทำการจดโดยตรงกับโฮสต์ไปก่อนสำหรับเว็บไซต์แรก ๆ

  • เว็บโฮสต์

เว็บโฮสต์ จะเป็นผู้ให้บริการ เซอร์วิส สำหรับเป็นพื้นที่ในการฝาก เว็บไซต์ และ มีการเผนแพร่ขึ้นสู่ระบบอินเตอร์เน็ต ผู้ที่ให้บริการเว็บโฮสต์นั้นจะมีอยู่หลายรายไม่ว่าจะเป็นในต่างประเทศ หรือ นอกประเทศก็ตาม นักธุรกิจมือใหม่หลาย ๆ คนอาจจะเลือกไม่ถูกว่าจะต้องใช้โฮสต์อะไรดี และในกรณีที่คุณเพิ่งเริ่มต้นสำหรับการสร้างเว็บไซต์ขนาดเล็ก โดยจะต้องใช้แพกเกจ Shared Hosting เพราะว่ามันมีราคาที่ถูก สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกกับโฮสต์ และ ประเภทของโฮสต์ คุณสามารถทำการศึกษาเพิ่มเติมได้ทันที เพื่อเป็นการตัดสินใจนั่นเองค่ะ

  • โปรแกรมทำเว็บไซต์

โปรแกรมในการสร้างเว็บไซต์ในที่นี่เรียกว่า CMS หรือ Content Management System  ที่มีผู้ให้บริการหลาย ๆ รอบ แต่บางรายการจะเป็น One-Stop และมีความสำเร็จรูปเอามาก ๆ ยกตัวอย่างเช่น Wix.com เป็นต้น แต่ทางเราขอนำเสนอเว็บ WordPress.org ซึ่งจะเป็นตัวโปรแกรมที่เป็นรูปแบบของ Open source ที่มี Developer เข้ามาร่วมพัฒนาจากทั่วทุกมุมโลกตลอดเวลา พร้อมทั้งมีศักยภาพ และ มีอิสระในการทำงานที่สูงมาก ๆ โดยจะมี Plugins ที่ใช้ทำงานร่วมกับ WordPress จำนวนมาก เพื่อช่วยให้คุณนั้นมีการพัฒนาเว็บไซต์ที่สร้างมาจาก WordPress ได้อย่างไร้ขีดจำกัด และส่วนที่สำคัญซึ่งนั้นก็คือ คุณไม่ต้องมานั่งกังวลเลยค่ะว่าจะมีความวุ่นวาย ความยุ่งยากในการติดตั้ง เพราะผู้ที่ให้บริการทาง “โฮสต์” เพราะในสมัยใหม่จะมีปุ่ม One-Click WordPress Installer ที่จะช่วยในเรื่องของการติดตั้งโปรแกรม WordPress แบบง่าย ๆ และในขั้นตอนต่อไปก็คือ การเช่าโฮสต์ การจด Doman name และติดตั้งโปรแกรม WordPress ด้วยตนเอง

  • ติดตั้ง WordPress

นี่จะคือพื้นที่บริเวณ Client Area หลังสร้างบัญชีเสร็จ ให้คุณทำการคลิ๊กที่ตรงปุ่ม Control Panel Login (cPanel)

  • ภายใน cPanel

หน้าตาของมันอาจจะมีความลึกลับซับซ้อนแต่ตลอดชีวิตของการทำงานของเว็บไซต์ นั้นคุณจะใช้เพียงแค่ไม่กี่เมนูเท่านั้น และ หนึ่งในนั้นก็คือ Softaculous App. Installer “บางโฮสต์อาจใช้ของ Mojo Installer แต่หลักการทำงานแบบเดียวกัน” ให้ทำการกดเข้าไปที่ WordPress Logo ตามภาพกดที่ปุ่ม INSTALL NOW และทำการเลือก Choose Protocol ส่วนของกรณีนี้หากคุณไม่ได้ทำการซื้อ SSL Certificate คุณก็ยังไม่สามารถเลือกอันที่มี HTTPS ได้ เพราะฉะนั้นให้คุณทำการเลือก HTTP://WWW. หรือ HTTP:// ในการทำการติดตั้ง พอหลังจากนั้นก็ให้เลือกที่ HTTP:// และทำการเลือก Doman name ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนข่องของ In Directory ไม่ต้องสนใจ ให้คุณทำการมองข้ามไปช่องอื่น ๆ โดยการใส่ข้อมูลของคุณตามลำดับได้เลยทันที และกดเข้าไปที่ Install หลังกด Install แล้วก็จะมีหน้าจอขึ้นมาว่า Completed หรือ Successful หรือ ประโยคทำนองนี้ ก็พร้อม URL ของเว็บไซต์ และ URL ของ Administrator Login page เพื่อให้ทำการจดจำข้อมูลไว้ หรือ ทำการแคปภาพหน้าจอ หรือ ทำการสร้าง Book mark เก็บไว้ ซึ่งในส่วนนี้ก็แล้วแต่ความถนัด ซึ่งส่วนนี้จะสำคัญเอามาก ๆ เลยค่ะ เพราะในบางกรณีหากคุณทำการจดโดเมนไปแล้ว ไม่ว่าจะจดจากที่ไหนก็ตามแต่ หรือจดกับทางโฮสต์ Doman name จะต้องใช้เวลาประมาณ 24 ชม.ในการ Active ตัวเอง และในระหว่างนี้หากคุณทำการคีย์ URL ของทางเว็บไซต์ และ Active ตัวเอง ซึ่งจะคล้าย ๆ ทำนองว่าเว็บเพจนี้จะไม่มีตัวตนหรืออาจจะถูกย้ายไปทำงานที่อื่น นั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องตกใจเลยค่ะ ให้รอประมาณ 24 ชั่วโมง เพราะในบางครั้งก็เพียง 6 – 12 ชั่วโมง ซึ่ง URL ของคุณนั้นก็จะ Active สู่โลกออนไลน์

**สรุป**

หากทำเสร็จเรียบร้อยแล้วในการเช่าโฮสต์ การจดโดเมนเนม และการติดตั้งโปรแกรมของ WordPress WordPress และการเข้าใช้งาน WordPress Dashboard เบื้องต้น แต่มันจะละเอียดอ่อนมาก ๆ เพราะในรูปแบบของวีดีโอ นั่นเองค่ะ

ทำ SEO ยากหรือไม่ ? ที่นี้มีทำตอบสอนทำทุกขั้นตอน

หลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิด และ คิดกันไปเองเลยนั่นคือ การทำ SEO ขึ้นมาได้นั้นจะเป็นเรื่องเฉพาะทางที่จำเป็นที่จะต้องอาศัยในเรื่องของเครื่องมือที่มีมูลค่าราคาแง และจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เฉพาะทาง และต้องมีการทำความเข้าใจอย่างถูกวิธีนั้นก็คือ การทำ SEO นั้นจะต้องอาศัยองค์ความรู้ต่าง ๆ คุณสามารถทำการศึกษาได้ด้วยตนเองและยังสามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่มีความซับซ้อนใด ๆ และไม่ยาก SEO ที่สำคัญของการทำ SEO จะยากหรือไม่นั้น แต่ความเป็นจริงแล้วก็จะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณทำธุรกิจนั้นด้วยค่ะว่าธุรกิจนั้นมีการแข่งขันที่สูงมากขนาดไหน หากมีการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงมาก แน่นอนค่ะว่าก็จะมีการแย่งชิงตำแหน่งหน้าแรกของ Google อย่างแน่นอน เพราะทุก ๆ ธุรกิจในปัจจุบัน 2021 นี้ ล้วนแล้วจะอยู่แต่โลกออนไลน์เหมือนกันทั้งหมด

เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะเริ่ม SEO ด้วยตัวเองคุณควรจะศึกษาคู่แข่งก่อนเสมอค่ะว่า เขามีการสร้างหรือทำเว็บไซต์อย่างไรถึงให้ติดลำดับหน้าแรกของ google ได้ แล้วคุณก็สามารถนำมาปรับแก้ไขเว็บไซต์ได้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเนื้อหาเว็บไซต์ จะต้องเน้นไปในเรื่องของการตอบโจทย์ที่อ่านง่าย เว็บไซต์อ่านง่าย ดึงให้คนอยู่บนเว็บไซต์ของคุณให้นานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราไม่ได้บอกนะคะว่าสิ่งที่คู่แข่งของคุณทำอยู่นั้นคืออะไร โดยคุณจะต้องไปทำการศึกษาและนำมาวิเคราะห์ พลิกแพลงปรับใช้นั่นเองค่ะ

ทำไมถึงต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วย ?

ในการทำ SEO นั้นไม่ใช่เพียงแค่การเขียนคอนเทนต์ หรือทำการใส่ Key word อัพโหลดขึ้นเว็บเพื่อให้ติดอันดับหน้าแรกของ Google เพียงอย่างเดียว แต่การทำ SEO นั้นจะต้องมีกระบวนการในการเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์หลากหลายขั้นตอน โดยจะอาศัยในเรื่องของการพัฒนาปัจจัยในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภายนอกเว็บไซต์

  • “On-Page” ก็จะต้องมีการจัดระเบียบ จัดการวาง Site Map การเขียนคอนเทนต์ที่มีการใส่ Key Word ซึ่งหากผ่านกระบวนการตรวจสอบแล้วว่ามันเป็น Key Word ที่เหมาะสมและช่วยให้เว็บไซต์ของคุณนั้นติดขึ้นมาอยู่ที่หน้าแรกของ Google ได้ ไปจนถึงการจัดการของลิ้งค์ต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์เพื่อให้มีความสอดคล้องกัน อีกทั้งยังมีปัจจัยภายนอก
  • “Off-Page” ที่จะต้องมีลิงก์กลับเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา
  • “Backlink” ก็มีหลากหลายวิธีในการได้มา ไม่ว่าจะเป็นคนที่อ้างอิงเนื้อหาโดยการใส่ลิ้งค์ของคุณในบทความ ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้คุณจะไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองได้ทันที เพราะว่าจะขึ้นอยู่กับคนอื่นด้วยค่ะว่าจะเขียนถึงคุณหรือไม่ และในอีกหนึ่งวิธีก็คือ การทำ Outreach หรือ วิธีการที่คุณนั้นสามารถทำคอนเทนต์ โดยการใส่ Key Word ใส่ Anchor Link แล้วทำการส่งคอนเทนต์เหล่านั้นไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้วทำการส่งคอนเทนต์เหล่านั้นไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ถ้าหากต้องการให้มีประสิทธิภาพ เว็บไซต์ที่ส่งไปนั้นก็จต้องเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพด้วยเช่นกันนั่นเองค่ะ

สิ่งที่ควรพัฒนาและทำการปรับปรุง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO มีดังนี้

ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่กำลังจะทำการสร้างขึ้นมาใหม่ วันนี้เราขอแนะนำค่ะว่าให้คุณทำการวาง Site Map ไว้ให้ดีตั้งแต่แรก ยกตัวอย่างเช่น การลิ้งค์ เชื่อมต่อกันระหว่างของหน้าเว็บไซต์ ไปจนถึง Key Word  ที่จะใส่ในคอนเทนต์ และในส่วนความยาวของคอนเทนต์ ในการใช้แท็กและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ถ้าหากคุณมีเว็บไซต์เดิมอยู่แล้ว สิ่งที่คุณจะต้องเข้าไปทำการจัดการในส่วนของเรื่องแท็กต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ให้คุณเข้าไปดูว่า Title ของคุณใส่อะไรไว้ Title ของคุณใส่อะไรไว้ หรือ ไม่ <h1> ในแต่ละหน้ามีครบอยู่แล้วไหม และในแต่ละหน้านั้นมีครบอยู่ไหมและมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากมาย แต่สิ่งเดียวเราจะไปพูดในหัวข้อถัดๆ ไป นั้นก็คือ

อย่างที่เคยได้กล่าวไปว่าการทำคอนเทนต์เพื่อเป็นการส่งออกจนคุณได้ลิ้งค์กลับมา แต่สิ่งที่ควรระวังในส่วนของเรื่องนี้เลยนั่นก๋คือ “คุณควรทำอย่างเป็นธรรมชาติ” ไม่ว่าจะเป็นการใส่ Key Word ที่ไม่ควรที่จะมีมากจนเกินไป และที่สำคัญนั่นก็คือ คุณจะต้องเน้นไปในเรื่องการให้ประโยชน์เกี่ยวกับผู้อ่านให้ได้มากที่สุด คอนเทนต์จำพวก Ever Green หรือคอนเทนต์ที่ผ่านไปนาน  5 ปีแล้วหากกลับมาอ่านก็ยังมีประโยชน์ ซึ่งจะไม่ใช่คอนเทนต์ที่เป็นไปตามกระแสหรือ ข่าวสดใหม่ ๆ จึ่งทำให้เป็นสิ่งที่ทางเราอยากจะแนะนำให้คุณทำมากที่สุดนั้นก็คือ การหลีกเลี่ยงการยัด Key Word มากจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้ถูกมองว่า เป็นสแปม จนถึงระวังในการ Spin บทความ หรือ การสร้างบทความที่มีจำนวนเยอะมาก ๆ เพื่อนำไปโพสต์ต่อ แต่จะเป็นวิธีที่นำบทความหนึ่งมา ทำการตัดแปะ หัวท้ายสลับกันไปมาเพื่อให้มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นนักเซียนทั้งหมดเหมือนบทความปกติ เพราะจะมีทั้งแบบที่คนนั้นอ่านรู้เรื่อง กับอีหนึ่งรูปแบบก็คือการใช้สำหรับให้เจ้า Bot นั้นอ่านรู้เรื่อง เท่านั้น !!

ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะเป็นช่วงแรกคุณอาจจะพบเห็นได้ว่า Rank หรือลำดับหน้าเว็บไซต์ของคุณพุ่งขึ้นได้ดีมาก แต่ในระยะยาวหาก Google อาจจะทำการตรวจสอบได้ คุณอาจจะเจอบทลงโทษที่ได้แบบไม่คุ้มเสีย เพราะฉะนั้นขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งเลยนะคะว่าการทำ SEO ที่ดี ก็คือการทำแบบเป็นธรรมชาติ แบบสม่ำเสมอ และ ต้องใช้เวลา

 

HTML ภาษาเว็บไซต์ที่ใครทำ SEO จะต้องทำความเข้าใจก่อนเริ่ม

ในส่วนของภาษา HTML นั้นจะเป็นภาษาสากลสำหรับการเขียนเว็บไซต์ของการแสดงผลเนื้อหาบนเว็บไซต์ จะถูกไล่ตามลำดับความสำคัญของการแท็กซึ่งได้แก่ <h1> ไปจนถึง <h6> แล้วค่อย ๆ ต่อด้วย <p> หรือให้เข้าใจง่ายๆและนั่นก็คือ สิ่งที่ทุกคนนั้นสามารถมองเห็นด้วยตาซึ่งจะเป็นการเรียงลำกับของขนาดตัวหนังสือ เล็ก ใหฯ ตามระเบียบความสวยงาม แต่ในระบบนั้นก็จะทำการไล่ลำดับความสำคัญตามการแท็ก และตัวแท็กต่าง ๆ ซึ่งก็จะมีตามด้านล่างนี้เลยค่ะ

head title body h1 p
head title body h1 p

แท็กต่างๆ ที่คนทำ SEO ต้องรู้

  • <head>…</head> = สำหรับกำหนดชื่อเอง ซึ่งจะมีคำสั่งแบบย่อยเป็น Title อีกหนึ่งขั้น
  • title>…</title> = แท็กนี้ก็จะเป็นคำสั่งสำหรับการกำหนดหัวชื่อเรื่องให้กับเว็บไซต์ โดยที่การที่จะใช้ได้นั้นก็ต่อเมื่ออยู่ภายใ แท็ก <head> = เท่านั้น เป็นตัวที่บ่งบอกได้เลยค่ะว่าเว็บไซต์ของคุณนั้น คือ เว็บไซตอะไร
  • <body>…</body> = แท็กที่ใช้กำหนดในส่วนชองเนื้อหาบนเว็บไซตื
  • <h1>…</h1> = แท็กกำหนดหัวข้อเนื้อหา โดยที่คุณสามารถทำการไล่เป็นลำดับชั้นได้เล็กสุดไปจนถึง <h6>
  • <p>…</p> = เป็นแท็กที่กำหนดในส่วนของเนื้อหาและมีบทความ (Paragraph)

“ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะว่าในขนาดตัวอักษร หรือ ตัวหนังสือของแท็ก <h1> จะต้องเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็จะขึ้นอยู่กับว่าคุณนนั้นได้ทำการวาง Site Map เว็บไซต์เอาไว้แบบไหน เพราะคุณนั้นสามารถกำหนดขนาดตัวอักษรหนังสือของ <h1> – <h6> และในแต่ละอันนั้นก็จะมีรูปแบบ ขนาดที่แตกต่างกัน แต่ความเป็นจริงแล้วจะตั้งให้มันมีรูปแบบที่เหมือนกันและเท่ากันก็สามารถทำได้เข่นกัน แต่ไม่มีใครทำเพราะจะทำให้สับสนในตอนที่ต้องดูแล และ ปรับปรุงเว็บไซต์

เพราะฉะนั้น คุณจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนแท็กต่าง ๆ ให้เป็นระบบเสียก่อน แล้วคุณค่อยกำหนดรูปแบบของตัวอักษรหนังสือของแต่ละแท็กในภายหลัง

h1 คืออะไร
h1 คืออะไร

h1 คืออะไร 

h1 คือ แท็กบนเว็บไซต์ที่มีหน้าที่ในการแสดงหัวชื่อเรื่อง หัวข้อเรื่อง หรือ หัวข้อหลักของคอนเทนต์ที่คุณทำการใส่มันลงไป ซึ่งจะเปรียบเทียบได้ง่าย ๆ ก็จะเหมือนกับที่คุณเขียนจดหมาย h1 นั้นก็คือ ชื่อเรื่อง และรองลงมานั้นก็จะเป็น  h2 h3 ตามลำดับ แต่ถ้าเว็บไซต์นั้นไม่มีการใส่แท็ก <h1> เอาไว้ ก็จะเหมือนกับเว็บไซต์นั้น ก็จะมีแต่เนื้อหา แต่กลับไม่มีชื่อเรื่อง เพราะฉะนั้นก็จะส่งผลให้ Google ไม่สามารถรู้ได้ว่าคอนเทนต์ที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์นั้น ๆ มีความเกี่ยวข้องกับอะไร และ แน่นอนเลยนะคะว่าจะมีผลกระทบในการทำ SEO ในระยะที่ยาวพอสมควร และ h1 จะต่างจากแท็ก Title ซึ่งจะอยู่ในส่วน Header ในตรงที่ Title จะไม่ปรากฏให้เห็นในส่วนของเนื้อหาบนเว็บไซต์ แต่จะเป็นการแสดงผลบนหน้าผลลัพธ์การค้นหาของ Google และเป็นการบอก Google ว่าเว็บไซต์นี้จะเป็นเว็บไซต์อะไร ? ในส่วนของแท็ก h2 – h6 ก็จะเป็นการไล่ลำดับตามความสำคัญ ของหัวข้อทั้งหมดที่เราได้กล่าวไปตอนต้นแล้วค่ะ

เพราะฉะนั้น : หากคุณมีเนื้อหาคอนเทนต์ที่ดี พร้อมทั้งมีหัวข้อย่อยลงไปหลาย ๆ ขั้นโดยห้ามใช้แท็ก <p> หรือ Paragraph และทำการปรับขนาดตัวอักษรตามที่คุณต้องการ แต่ให้ใข้แท็ก  <h1> – <h6> ทำการกำหนดหัวข้อแทน ส่วนแท็ก <p> เอาไว้ใช้กับเนื้อหาคอนเทนต์ในส่วนของภายในเพียงแค่อย่างเดียว

ใครหลาย ๆ คนที่เข้ามาทำงานในด้านนี้ช่วงแรก ๆ มักจะเข้าใจผิด และ ทำการใช้แท็กผิดประเภทในส่วนของงานนั้นเองค่ะ ถ้าใครยังไม่รู้ การทำ SEO ด้วยตัวเองแบบง่ายๆจิ้มที่ลิ้งได้เลยสอนทุกอย่างอย่างละเอียดอ่อนนะคะ

การทำ SEO ด้วยตัวเองนั้นควร ต้องเริ่มต้นอย่างไร ?

เราเชื่อเสมอว่าในยุคปัจจุบันนี้ นักธุรกิจรุ่นใหม่ ๆ มักจะเกิดขึ้นอยู่ในทุก ๆวัน และ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ได้มีงบประมาณสำหรับการจ้างเอเจนซี่ เพื่อเข้ามาดูแลงานเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงจะต้องมีการทำทุกอย่าง สร้างทุกอย่างด้วยตนเอง และ แน่นอนเลยค่ะว่าการทำ SEO นั้นคุณก็สามารถทำได้ด้วยตนเองโดยจะมีขั้นตอน ต่อไปนี้

วางจุดประสงค์ของการทำ SEO ของคุณให้เป็นอย่างดี

แน่นอนค่ะว่าตรงนี้จะเป็นเป้าหมายในการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณนั้นทำการไต่ลำดับ ขึ้นมาให้อยู่ในหน้าแรกของ Google ได้แต่ถ้าหากมันมีรายละเอียดที่จะต้องทำการกำหนดให้ชัดเจนและลึกไปมากกว่านั้น ซึ่งนั่นก็คือ คุณต้องมีความต้องการในการสร้างเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาเพื่อให้ติดหน้าแรกของ Google ไปเพื่ออะไร ยกตัวอย่างเช่น เพื่อให้คนเข้ามาอ่านข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ หรือ ต้องการให้ผู้คนต่าง ๆ นั้นทำการสั่งสินค้าโดยการคลิกผ่านทางเว็บไซต์ เป็นต้น เพราะฉะนั้นหากคุณมีจุดประสงค์ หรือ เป้าหมายที่ดี แบบชัดเจน ในส่วนของการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพต่าง ๆ ก็จะเดินไปทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการออกแบบ หน้าเว็บไซต์ การปรับแต่ง UX & UI ไปจนถึงการเลือกคีย์เวิร์ด  Key Word เพื่อนำไปใส่ในคอนเทนต์ ทุกสิ่งอย่างที่เราได้กล่างวไปนั้นก็จะมีผลกับการตรวจสอบของ Google ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น

ทำ SEO
ทำ SEO

เลือกหน้าเว็บไซต์ที่คุณต้องการที่จะทำ SEO

อีกหนึ่งสิ่งที่ทุกคนจะต้องทราบนั้นก็คือ การรับทำ SEO นั้น ไม่ใช่ว่าทำเพียงแค่ครั้งเดียว แล้วเว็บของคุณก็จะดีดขึ้นไปอยู่ที่หน้าแรกของ Google ทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่แล้วที่คุณจะต้องทำกันแบบ 100% เลยนั้นก็คือจะต้องเป็นหน้าแรก หรือ Home Page แต่เว็บไซต์ธุรกิจต่าง ๆ นั้นย่อมไม่ได้มีเพียงแค่หน้าแรกหน้าเดียวเท่านั้น เพราะมันยังมีอีกหลาย ๆ หน้า ไม่ว่าจะเป็น บริการ หน้าสินค้า ติดต่อสอบถาม อื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งหน้าเหล่านี้ ก็ต้องการการเพิ่มประสิทธิภาพและทำ SEO  เช่นกัน โดยการเลือกหน้าเว็บที่จะทำ SEO  นั้นก็ควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในข้อแรกของคุณร่วมด้วย

seo Audit
seo Audit

ตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์ (Audit)

หากคุณมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองที่เป็นแบบเดิมอยู่แล้ว สิ่งที่คุณจะต้องทำเลยนั่นก็คือ ตรวจสอบหรือ ทำ SEO Auditสิ่งต่าง ๆ ที่คุณมีว่ามันเหมาะสมกับการทำ SEO  ในปัจจุบันหรือไม่เรื่องที่ควรจะดูให้ดีเลยนั่นก็คือเรื่องของแท็กต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Page Speed หรือความเร็วหน้าเว็บไซต์ ที่จำเป็นต้องเข้าใช้งานได้อย่างเสถียร หรือ ไม่มีความหน่วงจนเดินไป ซึ่งก็ต้องไปดูตั้งแต่การวาง UX & UI ของเว็บไซต์ รวมถึงภาพต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ภาพคมชัดที่สวยงาม แต่ขนาดไฟล์ก็จะไม่หนักมากจนทำให้เว็บไซต์นั้นดาวน์โหลดช้า รวมถึงการใส่ Alt Tag ในภาพและรายละเอียดจิปาถะอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสามารถสรุปได้แบบสั้น ๆ เลยนะคะว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ใช้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณแล้วสามารถเข้าใช้งานได้ง่าย และ ต้องอยู่บนเว็บไซต์ให้ได้นานมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

content update
content update

ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาคอนเทนต์ต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์

ส่วนที่สำคัญที่ไม่ทำไม่ได้เลย เพราะในการทำ SEO ก็คือการทำให้คอนเทนต์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพสูงที่สุด เพราะคำว่ามีประสิทธิภาพ นั้นจะเป็นคอนเทนต์ที่จะต้องมีสาระ และ มีประโยชน์ พร้อมกับการใส่ Key Word ที่ได้มีการตรวจสอบแล้วค่ะว่า เหมาะสำหรับที่จะนำมาใช้ในการทำ SEO หรือไม่ แต่ก็จะต้องไม่ใส่จำนวนเยอะจนเกินไปนะคะ และต้องมีการศึกษาภาษาที่ผู้คนอ่านแล้วรู้เรื่องด้วย เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่ทำเว็บไซต์ขึ้นมานั้นมัวสนใจแต่การใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปมากๆ แต่พออ่านเข้าจริง ๆ แล้ว ก็งงตาแตก ในการจับความสำคัญของการอ่านไม่ได้ อีกหนึ่งเรื่องก็คือการแทรก Anchor Link ที่จะต้องดูให้ดีว่าลิงก์ที่คุณทำการใส่มันลงไปแล้วนั้นมีความเกี่ยวข้องกับคำ Key Word หรือไม่ Anchor Link ที่จะต้องดูให้ดีว่าลิงก์ที่ แต่พอคนคลิกเข้าไปแล้วนั้นพาไปอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ได้มีความสอดคล้องกับคำ ๆ นั้นเลย คะแนนในการทำ SEO ของคุณนั้นก็จะลดลงทันที

วิเคราะห์ อัพเดทข้อมูล
วิเคราะห์ อัพเดทข้อมูล

ทำการวิเคราะห์ อัพเดทข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

เมื่อมีการตรวจสอบแล้ว และ แก้ไข ปรับปรุงในส่วนต่าง ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพแล้วนั้น ก็ห้ามเอาไปทิ้งไว้แค่นั้น คุณจะต้องหมั่นกลับไปอัพเดทคอนเทนต์ให้ทันยุค ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา อย่างสม่ำเสมอ เพราะข้อมูลบางอย่างนั้นก็จะไม่ได้เป็นแบบเดิมไปตลอด จะมีการปรับเปลี่ยน Key Word เพิ่มเติมเพื่อดันให้หน้าเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาหน้าแรก  ๆ จากคำอื่น ๆ บ้าง โดยจะมีการเพิ่มเนื้อหาที่มากขึ้นอาจจะใช้เครื่องมือของ Google Search Console เข้ามาช่วยดูควบคู่กันไปว่าคนที่เข้ามาในเว็บไซต์ของเรานั้นเข้ามาได้อย่างไรมาจากคำไหน คุณก็จะทราบทุกสถานการณ์และทำให้มันดีขึ้นมากกว่าเดิม

บทความแนะนำ: การทำ SEO นั้นมีประโยชน์อย่างไรต่อธุรกิจของคุณ?

การทำ SEO นั้นมีประโยชน์อย่างไรต่อธุรกิจของคุณ?

มุมใดที่มีผู้คนมากมาย มุมนั้นย่อมมีธุรกิจเสมอ หากคุณเคยได้ยินใครที่เคยพูดที่เกี่ยวกับทำนองนี้ละก็คุณอาจจะพอเข้าใจได้แล้วค่ะว่า ทำไมการที่จะมีเว็บไซต์ของเราขึ้นมาติดอันดับหน้าแรกของ Google ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำ SEO นั้นจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มโอกาสที่ให้ผู้คนต่าง ๆ ค้นหาสิ่งต่าง ๆ ผ่านช่องทางบนโลกออนไลน์ที่พวกเขาสามารค้นหาเจอ ยกตัวอย่างนะคะ เช่น ผู้เขียนต้องการหาซื้อรองเท้าผู้หญิงสัก 1 คู่ ในโลกใบนี้มีแบรนด์รองเท้าแบบนับไม่ถ้วนเยอะมาก ๆ

แต่พอผู้เขียนนั้นทำการค้นหาผ่านช่องทาง Google แล้วเว็บไซต์ของคุณดันปรากฏขึ้นมาให้เก็นก่อนเป็นลำดับต้น ๆ ซึ่งแน่นอนเลยค่ะว่าในการตัดสินใจที่ผู้คนเหล่านั้นจะทำการคลิกเข้าไปดูนั้นมันมีมากกว่าอยู่แล้วแน่นอน นอกจากนั้นยังไม่พอ ยังช่วยในเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือได้อีกด้วย เพราะว่าใคร ๆ ก็ต่างรู้ว่าการที่จะขึ้นมาอยู่ที่หน้าแรกของ Google ได้นั้นมันไม่ใขช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย อีกทั้งการทำ SEO นั้นสามารถทำได้ฟรีอีกด้วย แต่พอเมื่อคุณได้ลองทำจนเว็บไซต์ของติดอันดับหน้าแรก ๆ แล้ว

ก็จะเป็นการช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการ ซื้อโฆษณา ADS หรือ Adwords ได้อีกด้วย เพราะการเสิร์ชแล้วก็เจอเลยนั่นเองค่ะ “เพราะโดยปกติแล้วเว็บไซต์ที่ยังไม่ได้ขึ้นมาหน้าแรก ๆ คุณก็สามารถทำการสร้างเว็บไซต์แสดงอยู่บนหน้าแรกได้เร็วที่สุด โดยการซื้อโฆษณา Search Ad กับ Google แต่ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ในการสั่งซื้อโฆษณา นั้นอง และทั้งหมดนี้ก็ คือ วิธีการทำ SEO ที่ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเว็บไซต์ของคุณได้ คราวนี้เรามาดูกันต่อเลยค่ะว่า คำศัพท์ต่าง ๆ ที่คนทำ SEO จะต้องรู้นั้นมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO ห้ามพลาด !!
คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO ห้ามพลาด !!

คำศัพท์น่ารู้ที่คนทำ SEO ห้ามพลาด !!

  • Algorithm หมายถึง กระบวนการการทำงานของช่องทางแพลตฟอร์ม ซึ่งในส่วนนี้ก็คือ Google มีการออกแบบเอาไว้โดยจะใช้หลักการ และ เหตุผลเข้ามาช่วยเลือก วิธีการ หรือ ขั้นตอนต่าง ๆ ในการดำเนินงานต่อไป เพื่อให้จุดประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งาน แพลตฟอร์มให้สูงที่สุดและโปร่งใส
  • Keyword หมายถึง เป็นคำค้นหา ที่ผู้คนมักใช้สำหรับในส่วนของการค้นหาสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการในช่อง Search Engine ยกตัวอย่างเช่น หากคนกำลังต้องการซื้อบ้านมือสองย่านปทุม เขาก็อาจจะใช้คำค้นหาที่เป็น บ้านมือสอง แถมประทุม ราคาไม่เกิน 1.5 ล้าน เป็นต้น
  • Web Page หมายถึง หน้าต่าง ๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ เพราะว่า 1 ในเว็บไซต์ทั่วไปนั้นจะมีหลากหลายรูปแบบ Web Page ยกตัวอย่างเช่นหน้าแรก ของบทความ หน้าสินค้า หรือ รวมไปถึงหน้าติดต่อเรา เป็นต้น
  • Rank หมายถึง เป็นในส่วนของการจัดลำดับของเว็บไซต์ที่อยู่ใน Google หรือ Search Engine อื่นๆ ยิ่งถ้า Rankของคุณสูงขึ้น เท่ากับว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นก็กำลังที่จะค่อย ๆ เขยิบขึ้นมาเรื่อย ๆ ในหน้าแรกของ Google ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับว่า คุณอยู่ใน Rank ลำดับที่เท่าไร
  • Organic หมายถึง ส่วนของการทำใด ๆ ไม่ว่าจะกระทำอะไรก็ตามแต่ที่ทำขึ้นมาเป็นแบบธรรมชาติ ไม่ได้มีการใช้เงินแต่อย่างใด หรือการสแปม
  • Optimize หมายถึง การเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการเข้าไปตรวจสอบ และทำการปรับปรุง และ อัพเดทข้อมูลอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับทำการแก้ไข
  • Backlink หมายถึง ลิ้งค์เว็บไซต์ของคุณที่มีการนำไปแปะไว้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ และมีคนที่คลิกกลับเข้ามา โดยในส่วนนี้มักจะมีการถูกใส่เอาไว้ในรูปแบบของลิ้งค์อ้างอิง และ Anchor Link นั้นเองค่ะ
  • Rich Snippet หมายถึง เป็นรูปแบบของการแสดงรายละเอียดที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ในหน้าค้นหาของ Google ซึ่งจะมีความพิเศษมากกว่าตรงที่จะมีการแสดงข้อมูลอื่น ๆ เพราะนอกเหนือจากตัว Description และ Title ยกตัวอย่างเช่น รูปภาพ ราคาสินค้า คะแนนรีวิว อื่น ๆ เป็นต้น โดยที่ผู้เข้าใช้งาน นั้นสามารถทำการใส่ข้อมูลเพื่อให้ทาง Google แสดงผลตามที่เราต้องการได้
  • SERPs หมายถึง เป็นการแสดงผลของลำดับทาง Search Engine หรือ เราจะทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ เลยนั้นก็คือ หน้าผลลัพธ์การค้นหาบน Google เวลาที่คุณนั้นทำการพิมพ์ หรือ ทำการใส่คีย์เวิดร์ลงไป โดยจะมีการแบ่งเป็น 2 รูปแบบ หรือ 2 ชนิดนั้นก็คือ Organic SERP Listings ** เป็นการแสดงผลลัพธ์ของการจัดลำดับรูปแบบธรรมชาติ** กับอีกหนึ่งรูปแบบก็คือ Paid SERP Listing ** เป็นการแสดงผลลัพธ์ของการแสดงการซื้อโฆษณาทาง Google หรือ ผ่านทาง Sponsored Links** นั่นเองค่ะ
รับทำ SEO
รับทำ SEO

หากคุณเคยมีการมองหาการรับทำ SEO นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เป็นเรื่องแบบเฉพาะทางที่คนเก่ง ๆ นั้น สามารถเข้าถึงได้ เท่านั้น !! และถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วละก็ คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยนะคะว่า SEO นั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำการศึกษา ค้นหา ทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง เพียงแค่การศึกษานั้นจะต้องใช้เวลา และ การทำแบบสม่ำเสมอ

บทความแนะนำ: ก่อนทำ SEO ที่ควรรู้ก่อนเริ่มว่า Search Engine นั้นคืออะไร